ผู้เขียน หัวข้อ: โคขาวโชว์จืด เสมอกระทิงป่าห้วยขาแข้งไป 1 - 1  (อ่าน 2060 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

อักษราพัฒน์

  • โคขาว
  • ****
  • เพศ: ชาย
  • You"ll never walk alon
    • ดูรายละเอียด
           ……ลำพูน วอริเออร์ เปิดบ้านรับการมาเยือนของกระทิงป่าห้วยขาแข่ง ลำพูน วอริเออร์ ที่นัดนี้เจ้าบ้านหวังคว้าสามแต้มให้ได้หลังจากสองนัดที่ผ่านมามีเพียงแต้มเดียวจากการเปิดบ้านเสมอ อุตรดิตถ์ เอฟซี และออกไปแพ้แก่เเชียงราย เอฟซี ทำให้นัดนี้จะเป็นอื่นมืได้นอกจากสามแต้มเต็มเพื่อซื้อใจแฟนบอล นัดนี้โค้ชบี้ เฉลิมขวัญ จัดเกมส์รุกเต็มสูบ แดนหลังได้ โจซิม่ากลับมายืนเซ็นเตอร์ฮาฟ คู่กับ รณพีร์  เชยคำดี นักเตะใหม่ของเรา แบ็คขวานพรัตน์  อินทรา แบ็คซ้ายเป็น คิมยองจุน แดนกลางให้ ณับพล  เจริญพร จับคู่กับ สุทธิพงค์  ธนานันท์ ปีกขวาเป็น อิซ่า  ดาร์แม ซ้าย เควิน  เอ็มพอนซ่า หน้าคู่เป็น อซูม่า  โคฟี่ กับ  ศิริศักดิ์  พลพันธ์งาม ขณะที่กระทิงป่าห้วยขาแข้ง ปัญหาในทีมมากเหลือเกิน จัดทัพแบบจำกัดจำเขี่ย นำโดย เจ้าต้น”  สหรัฐ แก้วแสงใส กองกลางดาวรุ่งวัย 20 ปี เคยเป็นแข้งเยาวชนของ บีอีซี-เทโรศาสน ณัฐพล สมปาลี และมาโนช  แสงจันทร์สวย หวังแบ่งแต้มกลับบ้านให้ได้

              รายละเอียดของเกมส์ผมขอไม่บรรยายละกันครับ เพราะทุกท่านคงได้ทัศนาผ่านสายตากันไปแล้วทั้งไปชมในสนามและผ่านเวปไซต์ของเรา หรือผ่านทาง SMMTV ที่เดินทางมาถ่ายทอดสดให้เห็นทุกแง่ทุกมุม ไม่ให้ค้างคาใจกันไปเลย ซึ่งผมคงต้องใช้คำว่า “ ช่วงเวลาฮันนีมูนของโค้ชบี้หมดไปแล้ว “
              ทำไมผมถึงใช้คำนี้หรือครับ ที่ผมใช้คำนี้เพราะดูเหมือนว่าทีมเรากำลังจมดิ่งไปกับความไม่ชัดเจนของระบบทีมลงไปทุกวัน เกมส์ที่เคยเหนี่ยวแน่นหายไป เกมส์โต้กลับที่เคยใช้เล่นงานทีมน้อยใหญ่ช่วงปลายซีวั่นหายไป ที่สำคัญเกมส์บุกที่หวังจะรุกเพื่อยิงประตูนั้นแทบหาไม่เจอ อะไรเกิดขึ้นกับลำพูน วอริเออร์ อะไรเกิดขึ้นกับโค้ชบี้ของเรา และอะไรเกิดขึ้นกับนักเตะทุกคน

              ทำไมเกมส์ช่วงปลายเลกแรกมันมุดหายไป เราดูเฉื่อยชากันไปหมด เล่นเหมือนอยากให้มันจบเร็วๆ  นักเตะดูวิ่งสะเปะสะปะไม่มีแบบแผน ได้บอลมาไม่รู้ทำอะไร ยึกๆยักๆ แล้วจ่ายต่อไปแบบไม่มีเป้าหมาย การตัดสินใจของโค้ชก็ดูเหมือนผิดๆถูกเหมือนลองดูก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง คลายๆกับลังเลไม่แน่ใจ หรือนี่เป็นสัญญาณบอกอะไรบางอย่างว่า ในทีมขาดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผมไม่กล้าคิดขนาดนั้น  แต่พอเห็นสามนัดในการเปิดเลกสองแล้วพลางสบถในใจเป็นสัตว์เลื้อยคลานในใจว่า....จริงๆ นี่มันทีมเดียวกับปลายเลกหรือเปล่าหวะ..

             โอเคครับ การขาดหายไปของสุวัฒน์  จันทร์บุญภา ที่จับคู่กับ โจซิม่าได้อย่างเหนียวแน่น นั่นคือรูโหว่เบ้อเริ่มที่ทำให้ต้องตามแก้ แต่มันก็มีเวลาพอที่จะแก้ไข แต่อย่างว่าครับ คนที่มาแทนอย่างรณพีย์  เชยคำดีก็ยังไม่ฟิตเท่าที่ควร ส่วนภาคิน  หล้าเมือง ก็ยังอ่อนด้อยประสบการณ์นักกับการรับมือกับกองหน้าระดับดี 2 ซึ่งผมก็ได้แต่หวังว่า รณพีร์ จะทำได้ดีกับการเรียกความฟิตของตนเอง เพราะที่เห็นเล่นเกือบ 70 นาที ถือว่าเขาทางบอลดีและเข้าบอลแม่นระดับหนึ่งเลยทีเดียว
   
           เกมส์วันนี้เรากลายเป็นทีมดาดๆที่ไม่มีทีเด็ดอะไรเลย ไร้เสน่ห์ดึงดูดใจ ปีกสองข้างเงียบฉี่ หรือเพราะโคไม่มีปีก จึงบินเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น เควิน  เอ็มพอนว่า ดูก๊องแก๊งค์ยังไงไม่รู้ ยึกๆยักๆแล้วก็ไม่ผ่าน  3 นัดที่เห็นผมให้คะแนนเขาแค่ 4 คะแนนถือว่าไม่ผ่าน ส่วน อิซ่า  ดาร์แม ดูจะมีลูกเปิดที่อันตรายแต่บอลดันไม่ค่อยขึ้นทางเขาอีก สรุปคือเกมส์รุกเรา ยึกๆยักๆ ผ่านบอลไปมาแทบไม่มีจังหวะได้ง้างสับไกยิงเลย ผมเหลือบไปดูสถิติที่ SMMTV โขว์ขึ้นมาเมื่อผ่านไป 70 นาที มีแค่ 3 ครั้ง พลางอุทานว่าพระเจ้ายอชจ์ มันจอจจ์มาก พลางถอนหายใจผ่านปากและจมูกพร้อมกันว่าห่วยบรม

              นี่อาจจะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของโค้ชบี้แล้วละครับ ช่วงเวลาแห่งการเผชิญหน้ากับช่วงเวลาอันแสนเลวร้ายมาถึงแล้ว และนี่จะเป็นบทพิสูจน์ของโค้ชว่าจะผ่านมันไปได้ไหม 2 นัดในบ้านจาก 6 แต้มได้มา 2 ยังรักษาสถิติไม่แพ้ใครในบ้านไว้ได้ แต่ด้วยรูปเกมส์ที่ไม่เข้าท่า ไม่สบอารมณ์แฟนบอล จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับเสียงก่นด่าที่ตามมา แน่นอนการทำทีมต้องหวังผลระยะยาว แต่เช่นเดียวกันครับแฟนบอลก็ต้องจับต้องรูปแบบการทำทีมที่เป็นรูปธรรมด้วย และที่สำคัญแฟนบอลบ้านเรามีประเภทกึ่งสำเร็จรูปเยอะซะด้วยและที่สำคัญความอดทนต่ำระเบิดออกได้ทุกเวลานับจากวันนี้ เพราะหลังผ่านนัดนี้ไปมันเริ่มเดือดเริ่มปะทุแล้ว  ซึ่งผมก็หวังว่าทีมจะหาจุดเปลี่ยนกลับมาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

             คงต้องเรียกเคลียร์ใจกันแป็นรายคน จากนั้นรวมใจกันเป็นทีม จะทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าใจซึ้งใจกับคำว่าทีม ไม่มีเด็กใคร ไม่มีคนโปรดของใคร มีแต่คำว่าลำพูน วอริเออร์ มีแต่คำว่าเพื่อแฟนบอล ผมว่านี่คือโจทย์หลักของทีม ทีมที่ดูเหมือนไร้ใจ ขาดจิตวิญญาณ ขาดความเกรี้ยวกราดในการเล่น ไม่มีลูกฮึดใดใดเลย ผมอยากเห็นทีมที่เดินหน้ากดดันไปเรื่อยๆ ได้ลูกหนึ่งไม่พอเดินหน้ากดดันเอาลูกสองสามตามมา ไม่ว่าคุณจะชิ่งเร็วหรืออกข้างแล้วครอสเข้ามา วิธีไหนก็ได้ สำคัญที่ต้องบุกกดดันให้ได้ ไม่ใช่ยึกๆยักแล้วแปะกลับคืน จะลากไปก็ไม่สุดเส้น จ่ายคืนก็ไม่ดี ดูแล้วอึดอัดครับ รับไม่ได้กับรูปแบบและวิธีการเล่นแบบนี้ ขอเถอะครับรวมใจกันทำเพื่อทีม ท่องไว้ไม่มีใครมีแต่ทีม ทีมที่ชื่อลำพูน วอริเออร์

              ครับผมอาจบ่นมากไปหรือบางทีผมอาจตั้งความหวังมากไปในเลกสองนี้ ผมเชื่อบริสุทธิ์ใจว่าทุกท่านทำเต็มที่ แต่ผมว่ามันยังไม่พอ ท่านต้องแสดงออกมาให้มากกว่าที่เป็น ลำพูน วอริเออร์ อาจมีแฟนบอลกึ่งสำเร็จรูปมากไปหน่อย อาจจะใจร้ายบ้างในบางครั้ง บ่นด่าบ้างในบางหน แต่ผมเชื่อว่าบางทีเขาแสดงออกเพราะรักในทีม ขอท่านทั้งหลายอย่าได้ท้อใจ อย่าได้ท้อถอย รวมใจพวกท่านไว้ ร้อยใจท่านให้เป็นทีม แล้วทีมนี้จะมีพลัง ทีมนี้จะมีจิตวิผญญาณ ทีมนี้จะมีความดุดันเกรี้ยวกราด มีคาแร็กเตอร์ของผู้ชนะ แล้วจะประสบความสำเร็จ ถ้าไม่แล้วคงต้องแยกทางเดินซึ่งมันจะเป็นเรื่องหน้าเศร้าที่ต้องก้าวจากกันไปโดยไม่ได้แสดงความเป็นทีมออกมา...สวัสดีครับ



อักษราพัฒน์  13 / 7 / 57







   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 14, 2014, 12:27:30 AM โดย อักษราพัฒน์ »
You"ll never walk alon คุณไม่มีวันเดินเดียวดาย
http://facebook.com/amnart.ts
http://twitter.com/#!/amnart8

seenon

  • ราชันโคขาว
  • *****
  • เพศ: ชาย
  • คนแก่แบบเรามักคิดถึงแต่อดีต
    • ดูรายละเอียด
Re: โคขาวโชว์จืด เสมอกระทิป่าห้วยขาแข้งไป 1 - 1
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2014, 12:23:37 AM »
เข้ามาดูเว๊ป สโมสรเพื่อจะมาดู2อย่าง 1.วิเคราะห์ วิจารณ์ ของอักษราพัฒน์ กับ2.ภาพถ่าย จาก เขียดน้อย มีเท่านี้จริงๆ
มาแล้วหนึ่ง ดุเด็ดเผ็ดมันส์กว่าในสนามอีกแฮะ ผ่านมา4ปี ยกเว้นปีแรกไปปีนึง นอกนั้น3ปี ไม่ว่าโค้ชคนไหน ผมว่าก็เล่นหลายจังหวะกันทุกคน
รึมันจะเป็นสไตล์ของเราไปแล้ว อยากเห็นจังหวะทะลุทะลวง เหมือนลูกเกือบเข้าที่เชียงราย ลูกนั้นทำบ่อยๆสิ แทงให้หน้าวิ่งอ่ะ ยังติดตาอยู่เลย

Re: โคขาวโชว์จืด เสมอกระทิงป่าห้วยขาแข้งไป 1 - 1
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2014, 07:15:09 AM »
กึ่งสำเร็จรูป  ;D ;D ;D

Re: โคขาวโชว์จืด เสมอกระทิงป่าห้วยขาแข้งไป 1 - 1
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2014, 09:26:27 AM »
เมื่อไม่สามารถเดินได้ด้วยขา ก็ปลุกหมาในปากท่านกันเถิด
"ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่แห่งใดในโลกนี้  เลือดทุกหยดในกาย  เซลล์ทุกเซลล์ ที่รวมมาเป็นตัวคุณต่างก็ตีตรา Made in lamphun ทั้งสิ้น"


Walk Alone

  • โคเต็มวัย
  • ***
    • ดูรายละเอียด
Re: โคขาวโชว์จืด เสมอกระทิงป่าห้วยขาแข้งไป 1 - 1
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2014, 11:28:42 AM »
2 นัดข้างหน้าถ้าไม่6แต้ม มี2ทางคือจากกันด้วยดีหรือจะให้ขับใสไล่ส่ง   ปล. ผมแฟนบอลกึ่งสำเร็จรูป

BANKARMY

  • ลูกโคเพิ่งเกิด
  • *
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
Re: โคขาวโชว์จืด เสมอกระทิงป่าห้วยขาแข้งไป 1 - 1
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2014, 02:58:28 PM »
อยากเห็น21 เล่นจังคู่เบอร์7 เอาปีกคนไทยลงมาเล่นแทนต่างชาติก็ได้นะ ความเห็นส่วนตัวผิดถูกไม่รู้

warrior

  • ลูกโคเพิ่งเกิด
  • *
    • ดูรายละเอียด
Re: โคขาวโชว์จืด เสมอกระทิงป่าห้วยขาแข้งไป 1 - 1
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 14, 2014, 09:09:21 PM »
ดูเชียงราย ซิตี้เป็นตัวอย่างครับ ไม่ต้องบิ๊กเนม ไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแพง ทีมเวิรค์ล้วนๆ

ส่วนหนึ่งอยู่ที่นักเตะด้วยนะครับ ใครมาคุมมันก็เหมือนเดิม เกาไม่ถูกที่คันซักที  :o :o :o :o





นักรบ ล้านนา

  • ราชันโคขาว
  • *****
  • เพศ: ชาย
  • Always Love........Lamphun Warrior
    • ดูรายละเอียด
Re: โคขาวโชว์จืด เสมอกระทิงป่าห้วยขาแข้งไป 1 - 1
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 15, 2014, 11:16:20 AM »
นิ้วกลม เขียนถึงแชมป์ฟุตบอลโลก เยอรมนี "ชนะโดยไม่มีฮีโร่"!?

น้ำตาของเด็กน้อยชาวอาร์เจนติน่าทำให้ผมคิดถึงตัวเองเมื่อปี ค.ศ. 1992
คืนวันนั้นผมนั่งดูทีมฟุตบอลทีมโปรดลงสนามนัดชิงชนะเลิศในศึกชิงถ้วยฟุตบอลยุโรป “ยูโร 1992” ที่จัดขึ้นในประเทศสวีเดน
คู่ชิงชนะเลิศคือ เยอรมัน-เดนมาร์ก
โดยชื่อชั้นแล้วเยอรมันเป็นต่ออยู่หลายขุม นักเตะอย่างเจอร์เก้น โคห์เลอร์, สเตฟาน รอยเตอร์, อันเดรียส เบรห์เม่,
มัทธิอัส ซามเมอร์, สเตฟาน เอฟเฟนแบกและเจอร์เก้น คลินส์มันน์ รวมตัวอยู่ในทีมเดียวกันนับเป็นขุมกำลังที่น่ากลัวสำหรับทุกทีม
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเมื่อสองปีก่อนหน้านั้นเยอรมันเพิ่งจะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลีไปสดๆ ร้อนๆ
(โดยชนะอาร์เจนติน่าในรอบชิงชนะเลิศ)
และก็เป็นเยอรมันทีมนี้นี่เองที่สร้างความประทับใจให้กับผม-เด็กน้อยที่เพิ่งเริ่มดูฟุตบอลโลก-จนต้องปักใจเชียร์มาเนิ่นนาน
จากวันนั้นถึงวันนี้ก็นับได้ 24 ปีมาแล้ว
ในตอนนั้น เด็กน้อยคนนั้นอายุเกิน 10 ขวบมานิดเดียวเท่านั้นเอง สำหรับผม ทีมชาติเยอรมันชุดนั้นเป็นชุด “คลาสสิก”
นักเตะหลายคนอยู่ในความทรงจำตลอดกาล ตั้งแต่ผู้รักษาประตู-โบโด อิ๊กเนอร์, เจอร์เก้น โคห์เลอร์, อันเดรียส เบรห์เม่,
โลธาร์ มัทเธอุส, ปิแอร์ ลิทท์บาร์สกี้, รูดี้ โฟลเลอร์ และเจอร์เก้น คลินส์มันน์
เวลาเห็นพวกเขาอยู่ในสนามเราจะรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยและมั่นคง 
สิ่งที่ทำให้ผมตามเชียร์ทีมชาติเยอรมันมิใช่เพียงเพราะชัยชนะหรือการทำประตูขึ้นนำซึ่งพวกเขาทำได้บ่อยๆ
แต่เป็นความรู้สึกฮึกเหิมและไม่เคยยอมแพ้ของทีมในเวลาที่ถูกทำประตูขึ้นนำต่างหากที่สร้างความประทับใจ
และสร้างพลังใจให้คนดูอย่างผม เวลาที่เยอรมันถูกนำ พวกเขามักจะครองสติ ตั้งใจ มุ่งมั่น ไม่สะทกสะท้าน
กระทั่งตามตีเสมอได้สำเร็จ หรือบางครั้งก็พลิกกลับมาชนะ
บางคนบอกว่าเยอรมันเล่นเหมือนเครื่องจักร ผมคิดว่าอาจเป็น “เครื่องจักร” ในลักษณะนี้ เหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้
ไม่หวั่นไหวกับการถูกทำประตู เดินเครื่องต่อไป กระทั่งเร่งเครื่องให้แรงขึ้นด้วยซ้ำ
ปี 1990 ผมโดดดีใจตัวลอยเมื่อทีมโปรดของตัวเองได้ชูถ้วยฟีฟ่า แต่อีกสองปีต่อมาผมกลับต้องน้ำตาคลอ
เมื่อเยอรมันซึ่งชื่อชั้นเหนือกว่าทีมม้ามืดอย่างเดนมาร์กต้องมาพ่ายแพ้ให้กับ “ปาฏิหาริย์โคนม” สองประตูต่อศูนย์อย่างไม่น่าเชื่อ
ผมนั่งดูปีเตอร์ ชไมเคิลชูถ้วยทั้งน้ำตาราวกับทีมชาติไทยแพ้
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็รู้สึกผูกพันกับทีมชาติเยอรมันราวกับที่บ้านกินไส้กรอกแกล้มเบียร์ทุกวัน 
คนเราก็เป็นอย่างนี้ ยิ่งได้ร้องไห้ร่วมกันยิ่งผูกพันกันมากขึ้น
เหตุผลในการเลือกเชียร์ทีมชาติเยอรมันของผมก็คงคล้ายกันกับที่หลายคนเลือกเชียร์แมนยู ลิเวอร์พูล เชลซี อาร์เซนอล
ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีฤดูกาลประทับใจ มีแมตช์ในความทรงจำ เริ่มต้นจากตรงนั้นแล้วก็ถอนตัวไม่ขึ้น
แม้บางช่วงที่ทีมลุ้นไม่ขึ้นแล้วก็ยังคงตามเชียร์
เติบโตขึ้นมาผมดูบอลน้อยลงมาก ผมเชียร์ลิเวอร์พูลในยุคปีเตอร์ เบียดส์ลี่ย์, จอห์น บานส์, จอห์น อัลดริจ, เอียน รัช
ดูตั้งแต่สมัยที่น้า ย.โย่งทำรายการเจาะสนาม แต่พอมาถึงยุคที่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกันหลายคู่ ผมก็เลิกดูบอลลีกไปเลย 
เหลือเพียงดูแค่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างบอลโลกและบอลยูโรเท่านั้น
นั่นเท่ากับจะได้ “อัพเดต” ทีมชาติเยอรมันสองปีหน
แล้วเยอรมันก็มาถึงยุคตกต่ำ บอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา และ 1998 ที่ฝรั่งเศส เยอรมันทำได้ดีที่สุดเพียงเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย
แต่ที่หนักข้อที่สุดคือในปี 2000 ที่ตกรอบแรกฟุตบอลยูโรด้วยคะแนนเพียง 1 คะแนน ไม่ชนะใครเลย
โหดร้ายกว่านั้น ในปี 2004 เมื่อฟุตบอลยูโรวนกลับมาอีกครั้ง ทีมชาติเยอรมันก็ตกรอบแรกอีกหน ด้วยคะแนนเพียง 2 แต้ม
เสมอสองครั้ง และยังคงไม่ชนะ
ในยุคนั้นผมคิดถึง “ฮีโร่” หลายคนของเยอรมันในชุด “คลาสสิก” ของผม แต่พวกเขากลายเป็นเพียงนักฟุตบอลแก่ๆ
ที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรน้องๆ ในทีมได้อีกต่อไป
คุณ “ไก่ป่า” จากสยามสปอร์ตเขียนเล่าให้ฟังว่า ความล้มเหลวในปี 2000 ทำให้เยอรมันต้องมานั่งสุมหัววิเคราะห์กันเป็นการใหญ่
หลายปัญหา หลากคำถามถูกโยนมากองไว้ตรงหน้า แน่นอนว่ามันยังไม่มีคำตอบในทันที
แต่อย่างน้อยได้เห็นปัญหาย่อมดีกว่านั่งโทษดวงชะตาหรือเอาแต่หันหลังกลับไปฝันใฝ่ถึงอดีตอันรุ่งเรือง
การได้เห็นว่าผู้เล่นอายุเกือบ 40 ปีอย่างโลธาร์ มัทเธอุสยังวิ่งอยู่ในสนามนั้นเป็นสัญญาณ
บางอย่างที่ส่งเสียงว่าได้เวลา “ปั้น” นักเตะขึ้นมาทดแทนแล้ว
แล้วเยอรมันก็วางแผน “แก้เกม” อย่างเป็นระบบ
พวกเขาวางงบ “แก้เกม” เอาไว้ที่ 500 ล้านยูโร โดยลงทุนให้แต่ละสโมสรมีศูนย์อะคาเดมี่เพื่อปั้นนักเตะ
กำหนดกันไว้ว่าภายใน 8 ปีแรกจะต้องมีดอกผลให้เห็นเป็นรูปธรรม
นอกจากนั้นบอลลีกในประเทศอย่างบุนเดสลีก้าก็ยังมีกฏ 50+1 ที่บังคับให้ทีมในบุนเดสลีกาต้องให้แฟนตัวเองมีส่วนกับการถือหุ้น
ไม่สามารถขายทอดตลาดให้เศรษฐีหรือกลุ่มทุนที่ไหนมาซื้อไปได้ทั้งหมด
นโยบายเหล่านี้ทำให้ “วัฒนธรรมฟุตบอล” ของเยอรมันเข้มแข็ง
เป็นการแก้เกมที่คิดยาว ไม่คิดสั้น ไม่มักง่าย ไม่ฉาบฉวย ไม่ตัดต่อกิ่งมาเสียบ แต่วางรากฐานกันถึงรากแก้วเลยทีเดียว
จากปี 2000 ที่ล้มเหลว ทีมชาติเยอรมันค่อยๆ สร้างผลงานที่ดีขึ้นเป็นลำดับ
ไม่ว่าจะเป็นบอลโลกหรือบอลยูโรเราจะเห็น “German Standard” หรือ “มาตรฐานแบบเยอรมัน” ที่ “ไม่น้อยไปกว่านี้”
จากการตกรอบแรกบอลยูโรในปี 2004 พอถึงปี 2006 เยอรมันก็ได้เป็นที่ 3 ในฟุตบอลโลกที่ตัวเองเจ้าภาพ ปี 2008
ไปแพ้สเปนในรอบชิงชนะเลิศบอลยูโร ปี 2010 ได้เป็นที่ 3 ในฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ ปี 2012
 เป็นที่ 3 ในบอลยูโรที่โปแลนด์-ยูเครน เรียกได้ว่า ถ้าเชียร์เยอรมันก็ได้เชียร์จนวันท้ายๆ แน่นอน
เข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายสม่ำเสมอ
แม้จะต้องเจอกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หลังจากปี 2004 เป็นต้นมา “มาตรฐานเยอรมัน”
ก็ไม่เคยตกต่ำอีกเลย นอกจากนั้นเรายังได้เห็นนักเตะหนุ่มๆ หน้าเด้งๆ โผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นตัวตายตัวแทนกันตลอดเวลา
ในวันนั้น นักเตะอย่างมานูเอล นอยเออร์, ฟิลลิป ลาห์ม, เจอโรม บัวเต็ง, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, เมซุส โอซิล, ลูคัส โพโดสกี้
ยังเป็นเด็กเอ๊าะๆ กันอยู่เลย โทมัส มุลเลอร์ลงสนามไปยังตื่นๆ สนามอยู่ด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเขาอายุแค่ 20 ปีเท่านั้น
ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าถูกปลอบประโลมจากเสียงผู้บรรยายว่า “เยอรมันในวันนี้จะเป็นทีมที่แข็งแกร่งมากในอนาคต
 เพราะพวกเขายังอายุแค่ 20-25 ปีเท่านั้น
ยังเด็ก ยังหนุ่มอยู่มาก รอประสบการณ์มากกว่านี้ กระดูกหนากว่านี้ เก๋ากว่านี้อีกสักหน่อย พวกเขาจะเป็นทีมที่น่ากลัวมาก”
อีกสองปี อีกสองปี อีกสองปี อีกสองปี นับตามช่วงเวลาที่สลับกันของบอลโลกและบอลยูโร
ผมได้ยินคำปลอบใจและฝากความหวังไว้ในอนาคตเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และแล้ววันนี้ก็มาถึง “อินทรีเด็ก” ในวันนั้นกลายมาเป็น “อินทรีเหล็ก” ในวันนี้
แฟนบอลอินทรีเหล็กรุ่นน้องบอกกับผมอย่างนั้น
บอลโลก 2014 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ทีมชาติเยอรมันเล่นได้อย่างคงเส้นคงวาที่สุด
แม้บางแมตช์อาจจะเร่าร้อน บางแมตช์อาจจะจืดไปบ้าง
แต่โดยรวมแล้วมี “ความเป็นทีม” และ “ความเป็นระบบ” สูงมาก ราวกับเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง
จึงน่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อต้องมาชิงชนะเลิศกับทีมที่มีนักเตะระดับเทพเจ้าอย่างลิโอเนล เมสซี่แห่งอาร์เจนติน่า
ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ผมนั่งดูไฮไลท์สรุปการแข่งขันจากรอบแรกถึงรอบชิงชนะเลิศ
ไฮไลท์ของทีมชาติอาร์เจนติน่านั้นขีดเส้นใต้เรืองแสงไปที่เมสซี่จนกระทั่งทำให้เพื่อนร่วมทีมราวกับเป็นตัวประกอบ
ขณะที่ไฮไลท์ของทีมชาติเยอรมันนั้นเราแทบไม่เห็น “ใคร” โดดเด่นขึ้นเป็น “ฮีโร่” อย่างชัดเจนเลยแม้แต่คนเดียว
ลูกยิงส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการต่อเกมขึ้นไปเป็น “ทีม” ทั้งสิ้น
เยอรมันผ่านทีมที่มี “สตาร์” อย่างคริสเตียโน่ โรนัลโดของโปรตุเกส รวมถึงเนย์มาร์ของบราซิลมาแล้ว
 ในนัดแรกที่เจอกับโปรตุเกส เมื่อโรนัลโดเล่นไม่ได้ตามมาตรฐานก็ทำให้โปรตุเกสลดความฉูดฉาดไปมาก
ในรอบรองชนะเลิศ เป็นโชคร้ายของบราซิลที่เนย์มาร์เจ็บหนักไม่สามารถลงเล่นได้ ทำให้เกมรุกจังหวะแซมบ้าของบราซิล
กลายเป็นจังหวะสโลว์แดนซ์ไปแทน และผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น
แม้ในนัดชิงชนะเลิศอาร์เจนติน่าจะไม่ได้เล่นแบบพึ่งพาเมสซี่จนเกินไป รวมทั้งสามารถฟอร์มเกมได้เป็นระบบตามแผน
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่หวือหวาที่สุดยังคงเป็นลูกที่เกิดจากความสามารถเฉพาะตัวของเทพเจ้าเมสซี่อยู่ดี
ขณะที่เยอรมันนั้นแม้จะเจาะอาร์เจนฯ ไม่เข้าสักที แต่โดยรูปเกมเราก็ได้เห็น “ระบบ” ตาม “มาตรฐานเยอรมัน” ที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลาเราดู “เยอรมัน” เราดู “ทีม”
ขณะที่เวลาดู “อาร์เจน” เรารอดูความหัศจรรย์ของ “คน”
น้ำตาของเด็กน้อยชาวอาร์เจนติน่าทำให้ผมคิดถึงตัวเองเมื่อปี ค.ศ. 1992
คืนวันนั้นผมนั่งดูทีมฟุตบอลทีมโปรดลงสนามในนัดชิงชนะเลิศในศึกชิงถ้วยฟุตบอลยุโรป “ยูโร 1992” 
จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลา 22 ปีมาแล้ว
จากวันที่เยอรมันมี “ฮีโร่” เต็มทีม มาสู่การเป็นทีมที่ไม่มี “ฮีโร่”
ในวันที่เยอรมันพ่ายแพ้ให้กับอิตาลีในรอบสี่ทีมสุดท้ายเมื่อ 8 ปีก่อน
ตอนนั้นโยอาคิม เลิฟ เป็นผู้ช่วยให้กับเจอร์เก้น คลินส์มันน์ ความล้มเหลวและผิดหวังเกิดขึ้นกับคนเยอรมัน
และกองเชียร์เยอรมันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ทุกคนยังเชื่อมั่นใน “ระบบ” ว่าสักวันต้องเป็นวันของพวกเขา ด้วยคำสามคำ

“ต้องกล้า ต้องอดทน ต้องจริงจัง”

“ระบบ” สำหรับทีมชาติเยอรมันจึงมิใช่แค่เพียงรูปเกมในสนามเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ระบบ”
ในการสร้างทีมซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน ต้องกล้า ต้องอดทน ต้องจริงจัง และที่สำคัญ...ต้องมีความหวัง
เหมือนต้นไม้ที่ต้องรอเวลาให้เติบใหญ่ แต่เมื่อรากแก้วแข็งแรงแล้ว ต้นไม้จะสมบูรณ์แข็งแรง
และเติบโตต่อไปโดยไม่ต้องขุดออกแล้วปลูกใหม่อยู่เรื่อยๆ
เยอรมันไม่ได้สร้าง “ฮีโร่” และไม่ได้คาดหวังว่าจะมี “ฮีโร่” มากอบกู้สถานการณ์ หากแต่พวกเขาทุกคนรวมใจเป็น “ทีม” เดียวกัน
ไม่ใช่แค่ในสนาม แต่ยังหมายถึงคนเยอรมันที่ช่วยกันสร้าง “ระบบ” และเชื่อมั่นใน “ระบบ” นั้น
รวมทั้งให้เวลาเรียนรู้ แก้ไข พัฒนา ปรับปรุงจากความล้มเหลวเพื่ออนาคตที่ “ระบบ” จะได้เข้มแข็ง
ความสำเร็จของทีมชาติเยอรมันในวันนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการจุติของเทพเจ้าหรือ “ฮีโร่” คนใด
หากเกิดจาก “ระบบ” ที่มีมาตรฐาน เชื่อถือได้ อธิบายได้ เป็นเหตุเป็นผล

ในสังคมไทย เรามักเฮเสียงดังเมื่อมีคนที่เราคิดว่าเขาเป็น “ฮีโร่” เข้ามาจัดการ “ล้างระบบ”
แต่เมื่อหมดช่วงเวลาของ “ฮีโร่” แล้ว “ระบบ” ที่อ่อนแอเพราะคนในระบบไม่มีความอดทน ไม่มีความเชื่อมั่น
ไม่มีความจริงจังที่จะร่วมกันสร้าง “ระบบ” ที่ดีขึ้นมาด้วยมือตัวเองก็จะค่อยๆ สำแดงฤทธิ์อีกครั้ง
แสดงให้เห็นความฟอนเฟะและเหลวแหลกอีกหน แล้วเราก็เรียกร้องหา “ฮีโร่” มาแก้ปัญหากันอีก

คล้ายๆ อาร์เจนติน่าที่หมดยุคมาราโดน่าก็ต้องรอให้ถึงยุคเมสซี่

จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถร่วมกันสร้าง “ระบบ” ที่พัฒนา ปรับปรุง แก้ไข เรียนรู้ไปพร้อมกันทั้งระบบ
จนเกิด “มาตรฐาน” ที่ยึดถือได้ เชื่อใจได้ 
เพราะ “ฮีโร่” ใช่ว่าจะ " ไว้ใจ " ได้เสมอไป

ทีมชาติเยอรมันใช้เวลานับสิบปี อดทนเพื่อก่อร่างสร้าง “ระบบ” ขึ้นมา
คนไทยจะใช้เวลากี่ปีกว่าเราจะสร้าง “ระบบ” ที่ดีขึ้นมาได้ด้วยมือของพวกเราเอง
หรือเราจะต้องร้องไห้เมื่อ “ฮีโร่” ที่เราคาดหวังเล่นไม่ได้ดั่งใจกันอีกหลายรอบ?

“ฮีโร่” เป็นสิ่งที่คนใจร้อนชื่นชอบ
“ระบบที่ดี” เป็นสิ่งที่คนที่มีความอดทนรอได้
และทีมชาติเยอรมันได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า
ชัยชนะจาก “ระบบที่ดี” นั้นหอมหวานและยั่งยืน

ที่มา เฟซบุ๊ก Aey Roundfinger

.....บทความยังเยี่ยมเหมือนเดิมครับ....เสียดายปีนี้ยังไม่มีโอกาสได้ดู ลำพูนวอร์ริเออร์เเข่งสักนัดเลย ก็เลยไม่มีข้อมูลอะไรสักอย่าง ....ยังไงก็สู้ต่อไปนะครับ.....ยังไงก็รัก.....
'' ยังไงก้อรัก "