แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - นักรบ ล้านนา

หน้า: [1] 2 3 ... 24
1
ชัดเจนทุกอย่างครับครู


นัดนี้เป็นนัดเเรกที่เข้าไปดูหลังจาก ฤดูกาลที่เเล้ว ไม่ได้เข้ามาดูเลยสักนัด
ลำพูน เจอ ลำปาง คิดไว้ว่า คงเป็นนัดที่สนุกที่สุดเเล้ว
ด้วยอะไรหลายหลายอย่าง
เเต่ก้อนะ....

ส่วนเรื่องที่มีปัญหา
โดยส่วนตัวผม ไม่เห็นด้วยกับการขว้างปาสิ่งของลงไปในสนาม
เมื่ออะไรไม่ได้เป็นไปตามอย่างที่เราคิด หรือไม่เห็นด้วยกับการตัดสิน
รู้ว่าสาเหตุมันมาจากอะไร ผมเข้าใจทุกอย่าง

เเต่ผมกลัวว่ามันจะกลายเป็นวัฒนธรรม ที่ไม่ดี
เพราะขนาดเด็ก อายุ ไม่ถึง 10 ขวบ ที่อยู่ตรงหน้าผม
ยังปาขวดน้ำลงไปกับเขาด้วย...

เราจะหาวิธีเเก้ปํญหายังไงกับเรื่องนี้



ส่วนเรื่องกรรมการ โดยส่วนตัวเช่นกัน ไม่เคยคิดอะไรมาก คิดว่าคนเราก็มีผิดพลาดกันได้
เมืองนอกเขายังผิดพลาดมากกว่านี้อีก

เเต่นัดนี้สิ่งที่เห็น

1 ใบเเดง
1 ลูกโทษ
1 ลูก ตีเสมอ

นี่มันทำตามที่เขา เขียนบท มาชัดชัด...



2
บทความนี้เป็นของปีนี้หรือปีใหนครับ อิอิ
ล้อเล่นนะครับ

ยังดีเหมือนเดิมนะครับ ครู...

ไม่ได้เข้ามานานเท่าไรไม่รู้

ปีที่เเล้วไม่ได้ดูเลยเเม้เเต่นัดเดียว

นัดเจอลำปาง.....ขอไปดูด้วยคนนะครับ....อิอิอิิ...

3
นิ้วกลม เขียนถึงแชมป์ฟุตบอลโลก เยอรมนี "ชนะโดยไม่มีฮีโร่"!?

น้ำตาของเด็กน้อยชาวอาร์เจนติน่าทำให้ผมคิดถึงตัวเองเมื่อปี ค.ศ. 1992
คืนวันนั้นผมนั่งดูทีมฟุตบอลทีมโปรดลงสนามนัดชิงชนะเลิศในศึกชิงถ้วยฟุตบอลยุโรป “ยูโร 1992” ที่จัดขึ้นในประเทศสวีเดน
คู่ชิงชนะเลิศคือ เยอรมัน-เดนมาร์ก
โดยชื่อชั้นแล้วเยอรมันเป็นต่ออยู่หลายขุม นักเตะอย่างเจอร์เก้น โคห์เลอร์, สเตฟาน รอยเตอร์, อันเดรียส เบรห์เม่,
มัทธิอัส ซามเมอร์, สเตฟาน เอฟเฟนแบกและเจอร์เก้น คลินส์มันน์ รวมตัวอยู่ในทีมเดียวกันนับเป็นขุมกำลังที่น่ากลัวสำหรับทุกทีม
ที่น่ากลัวกว่านั้นคือเมื่อสองปีก่อนหน้านั้นเยอรมันเพิ่งจะเป็นแชมป์ฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลีไปสดๆ ร้อนๆ
(โดยชนะอาร์เจนติน่าในรอบชิงชนะเลิศ)
และก็เป็นเยอรมันทีมนี้นี่เองที่สร้างความประทับใจให้กับผม-เด็กน้อยที่เพิ่งเริ่มดูฟุตบอลโลก-จนต้องปักใจเชียร์มาเนิ่นนาน
จากวันนั้นถึงวันนี้ก็นับได้ 24 ปีมาแล้ว
ในตอนนั้น เด็กน้อยคนนั้นอายุเกิน 10 ขวบมานิดเดียวเท่านั้นเอง สำหรับผม ทีมชาติเยอรมันชุดนั้นเป็นชุด “คลาสสิก”
นักเตะหลายคนอยู่ในความทรงจำตลอดกาล ตั้งแต่ผู้รักษาประตู-โบโด อิ๊กเนอร์, เจอร์เก้น โคห์เลอร์, อันเดรียส เบรห์เม่,
โลธาร์ มัทเธอุส, ปิแอร์ ลิทท์บาร์สกี้, รูดี้ โฟลเลอร์ และเจอร์เก้น คลินส์มันน์
เวลาเห็นพวกเขาอยู่ในสนามเราจะรู้สึกได้ถึงความปลอดภัยและมั่นคง 
สิ่งที่ทำให้ผมตามเชียร์ทีมชาติเยอรมันมิใช่เพียงเพราะชัยชนะหรือการทำประตูขึ้นนำซึ่งพวกเขาทำได้บ่อยๆ
แต่เป็นความรู้สึกฮึกเหิมและไม่เคยยอมแพ้ของทีมในเวลาที่ถูกทำประตูขึ้นนำต่างหากที่สร้างความประทับใจ
และสร้างพลังใจให้คนดูอย่างผม เวลาที่เยอรมันถูกนำ พวกเขามักจะครองสติ ตั้งใจ มุ่งมั่น ไม่สะทกสะท้าน
กระทั่งตามตีเสมอได้สำเร็จ หรือบางครั้งก็พลิกกลับมาชนะ
บางคนบอกว่าเยอรมันเล่นเหมือนเครื่องจักร ผมคิดว่าอาจเป็น “เครื่องจักร” ในลักษณะนี้ เหมือนถูกตั้งโปรแกรมไว้
ไม่หวั่นไหวกับการถูกทำประตู เดินเครื่องต่อไป กระทั่งเร่งเครื่องให้แรงขึ้นด้วยซ้ำ
ปี 1990 ผมโดดดีใจตัวลอยเมื่อทีมโปรดของตัวเองได้ชูถ้วยฟีฟ่า แต่อีกสองปีต่อมาผมกลับต้องน้ำตาคลอ
เมื่อเยอรมันซึ่งชื่อชั้นเหนือกว่าทีมม้ามืดอย่างเดนมาร์กต้องมาพ่ายแพ้ให้กับ “ปาฏิหาริย์โคนม” สองประตูต่อศูนย์อย่างไม่น่าเชื่อ
ผมนั่งดูปีเตอร์ ชไมเคิลชูถ้วยทั้งน้ำตาราวกับทีมชาติไทยแพ้
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็รู้สึกผูกพันกับทีมชาติเยอรมันราวกับที่บ้านกินไส้กรอกแกล้มเบียร์ทุกวัน 
คนเราก็เป็นอย่างนี้ ยิ่งได้ร้องไห้ร่วมกันยิ่งผูกพันกันมากขึ้น
เหตุผลในการเลือกเชียร์ทีมชาติเยอรมันของผมก็คงคล้ายกันกับที่หลายคนเลือกเชียร์แมนยู ลิเวอร์พูล เชลซี อาร์เซนอล
ผมเชื่อว่าแต่ละคนมีฤดูกาลประทับใจ มีแมตช์ในความทรงจำ เริ่มต้นจากตรงนั้นแล้วก็ถอนตัวไม่ขึ้น
แม้บางช่วงที่ทีมลุ้นไม่ขึ้นแล้วก็ยังคงตามเชียร์
เติบโตขึ้นมาผมดูบอลน้อยลงมาก ผมเชียร์ลิเวอร์พูลในยุคปีเตอร์ เบียดส์ลี่ย์, จอห์น บานส์, จอห์น อัลดริจ, เอียน รัช
ดูตั้งแต่สมัยที่น้า ย.โย่งทำรายการเจาะสนาม แต่พอมาถึงยุคที่มีการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกกันหลายคู่ ผมก็เลิกดูบอลลีกไปเลย 
เหลือเพียงดูแค่ทัวร์นาเมนต์ใหญ่อย่างบอลโลกและบอลยูโรเท่านั้น
นั่นเท่ากับจะได้ “อัพเดต” ทีมชาติเยอรมันสองปีหน
แล้วเยอรมันก็มาถึงยุคตกต่ำ บอลโลก 1994 ที่สหรัฐอเมริกา และ 1998 ที่ฝรั่งเศส เยอรมันทำได้ดีที่สุดเพียงเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย
แต่ที่หนักข้อที่สุดคือในปี 2000 ที่ตกรอบแรกฟุตบอลยูโรด้วยคะแนนเพียง 1 คะแนน ไม่ชนะใครเลย
โหดร้ายกว่านั้น ในปี 2004 เมื่อฟุตบอลยูโรวนกลับมาอีกครั้ง ทีมชาติเยอรมันก็ตกรอบแรกอีกหน ด้วยคะแนนเพียง 2 แต้ม
เสมอสองครั้ง และยังคงไม่ชนะ
ในยุคนั้นผมคิดถึง “ฮีโร่” หลายคนของเยอรมันในชุด “คลาสสิก” ของผม แต่พวกเขากลายเป็นเพียงนักฟุตบอลแก่ๆ
ที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรน้องๆ ในทีมได้อีกต่อไป
คุณ “ไก่ป่า” จากสยามสปอร์ตเขียนเล่าให้ฟังว่า ความล้มเหลวในปี 2000 ทำให้เยอรมันต้องมานั่งสุมหัววิเคราะห์กันเป็นการใหญ่
หลายปัญหา หลากคำถามถูกโยนมากองไว้ตรงหน้า แน่นอนว่ามันยังไม่มีคำตอบในทันที
แต่อย่างน้อยได้เห็นปัญหาย่อมดีกว่านั่งโทษดวงชะตาหรือเอาแต่หันหลังกลับไปฝันใฝ่ถึงอดีตอันรุ่งเรือง
การได้เห็นว่าผู้เล่นอายุเกือบ 40 ปีอย่างโลธาร์ มัทเธอุสยังวิ่งอยู่ในสนามนั้นเป็นสัญญาณ
บางอย่างที่ส่งเสียงว่าได้เวลา “ปั้น” นักเตะขึ้นมาทดแทนแล้ว
แล้วเยอรมันก็วางแผน “แก้เกม” อย่างเป็นระบบ
พวกเขาวางงบ “แก้เกม” เอาไว้ที่ 500 ล้านยูโร โดยลงทุนให้แต่ละสโมสรมีศูนย์อะคาเดมี่เพื่อปั้นนักเตะ
กำหนดกันไว้ว่าภายใน 8 ปีแรกจะต้องมีดอกผลให้เห็นเป็นรูปธรรม
นอกจากนั้นบอลลีกในประเทศอย่างบุนเดสลีก้าก็ยังมีกฏ 50+1 ที่บังคับให้ทีมในบุนเดสลีกาต้องให้แฟนตัวเองมีส่วนกับการถือหุ้น
ไม่สามารถขายทอดตลาดให้เศรษฐีหรือกลุ่มทุนที่ไหนมาซื้อไปได้ทั้งหมด
นโยบายเหล่านี้ทำให้ “วัฒนธรรมฟุตบอล” ของเยอรมันเข้มแข็ง
เป็นการแก้เกมที่คิดยาว ไม่คิดสั้น ไม่มักง่าย ไม่ฉาบฉวย ไม่ตัดต่อกิ่งมาเสียบ แต่วางรากฐานกันถึงรากแก้วเลยทีเดียว
จากปี 2000 ที่ล้มเหลว ทีมชาติเยอรมันค่อยๆ สร้างผลงานที่ดีขึ้นเป็นลำดับ
ไม่ว่าจะเป็นบอลโลกหรือบอลยูโรเราจะเห็น “German Standard” หรือ “มาตรฐานแบบเยอรมัน” ที่ “ไม่น้อยไปกว่านี้”
จากการตกรอบแรกบอลยูโรในปี 2004 พอถึงปี 2006 เยอรมันก็ได้เป็นที่ 3 ในฟุตบอลโลกที่ตัวเองเจ้าภาพ ปี 2008
ไปแพ้สเปนในรอบชิงชนะเลิศบอลยูโร ปี 2010 ได้เป็นที่ 3 ในฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้ ปี 2012
 เป็นที่ 3 ในบอลยูโรที่โปแลนด์-ยูเครน เรียกได้ว่า ถ้าเชียร์เยอรมันก็ได้เชียร์จนวันท้ายๆ แน่นอน
เข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายสม่ำเสมอ
แม้จะต้องเจอกับความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หลังจากปี 2004 เป็นต้นมา “มาตรฐานเยอรมัน”
ก็ไม่เคยตกต่ำอีกเลย นอกจากนั้นเรายังได้เห็นนักเตะหนุ่มๆ หน้าเด้งๆ โผล่ขึ้นมาให้เห็นเป็นตัวตายตัวแทนกันตลอดเวลา
ในวันนั้น นักเตะอย่างมานูเอล นอยเออร์, ฟิลลิป ลาห์ม, เจอโรม บัวเต็ง, บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์, เมซุส โอซิล, ลูคัส โพโดสกี้
ยังเป็นเด็กเอ๊าะๆ กันอยู่เลย โทมัส มุลเลอร์ลงสนามไปยังตื่นๆ สนามอยู่ด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเขาอายุแค่ 20 ปีเท่านั้น
ความผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่าถูกปลอบประโลมจากเสียงผู้บรรยายว่า “เยอรมันในวันนี้จะเป็นทีมที่แข็งแกร่งมากในอนาคต
 เพราะพวกเขายังอายุแค่ 20-25 ปีเท่านั้น
ยังเด็ก ยังหนุ่มอยู่มาก รอประสบการณ์มากกว่านี้ กระดูกหนากว่านี้ เก๋ากว่านี้อีกสักหน่อย พวกเขาจะเป็นทีมที่น่ากลัวมาก”
อีกสองปี อีกสองปี อีกสองปี อีกสองปี นับตามช่วงเวลาที่สลับกันของบอลโลกและบอลยูโร
ผมได้ยินคำปลอบใจและฝากความหวังไว้ในอนาคตเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และแล้ววันนี้ก็มาถึง “อินทรีเด็ก” ในวันนั้นกลายมาเป็น “อินทรีเหล็ก” ในวันนี้
แฟนบอลอินทรีเหล็กรุ่นน้องบอกกับผมอย่างนั้น
บอลโลก 2014 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ทีมชาติเยอรมันเล่นได้อย่างคงเส้นคงวาที่สุด
แม้บางแมตช์อาจจะเร่าร้อน บางแมตช์อาจจะจืดไปบ้าง
แต่โดยรวมแล้วมี “ความเป็นทีม” และ “ความเป็นระบบ” สูงมาก ราวกับเครื่องจักรประสิทธิภาพสูง
จึงน่าสนใจอย่างยิ่งเมื่อต้องมาชิงชนะเลิศกับทีมที่มีนักเตะระดับเทพเจ้าอย่างลิโอเนล เมสซี่แห่งอาร์เจนติน่า
ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น ผมนั่งดูไฮไลท์สรุปการแข่งขันจากรอบแรกถึงรอบชิงชนะเลิศ
ไฮไลท์ของทีมชาติอาร์เจนติน่านั้นขีดเส้นใต้เรืองแสงไปที่เมสซี่จนกระทั่งทำให้เพื่อนร่วมทีมราวกับเป็นตัวประกอบ
ขณะที่ไฮไลท์ของทีมชาติเยอรมันนั้นเราแทบไม่เห็น “ใคร” โดดเด่นขึ้นเป็น “ฮีโร่” อย่างชัดเจนเลยแม้แต่คนเดียว
ลูกยิงส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากการต่อเกมขึ้นไปเป็น “ทีม” ทั้งสิ้น
เยอรมันผ่านทีมที่มี “สตาร์” อย่างคริสเตียโน่ โรนัลโดของโปรตุเกส รวมถึงเนย์มาร์ของบราซิลมาแล้ว
 ในนัดแรกที่เจอกับโปรตุเกส เมื่อโรนัลโดเล่นไม่ได้ตามมาตรฐานก็ทำให้โปรตุเกสลดความฉูดฉาดไปมาก
ในรอบรองชนะเลิศ เป็นโชคร้ายของบราซิลที่เนย์มาร์เจ็บหนักไม่สามารถลงเล่นได้ ทำให้เกมรุกจังหวะแซมบ้าของบราซิล
กลายเป็นจังหวะสโลว์แดนซ์ไปแทน และผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น
แม้ในนัดชิงชนะเลิศอาร์เจนติน่าจะไม่ได้เล่นแบบพึ่งพาเมสซี่จนเกินไป รวมทั้งสามารถฟอร์มเกมได้เป็นระบบตามแผน
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่หวือหวาที่สุดยังคงเป็นลูกที่เกิดจากความสามารถเฉพาะตัวของเทพเจ้าเมสซี่อยู่ดี
ขณะที่เยอรมันนั้นแม้จะเจาะอาร์เจนฯ ไม่เข้าสักที แต่โดยรูปเกมเราก็ได้เห็น “ระบบ” ตาม “มาตรฐานเยอรมัน” ที่ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เวลาเราดู “เยอรมัน” เราดู “ทีม”
ขณะที่เวลาดู “อาร์เจน” เรารอดูความหัศจรรย์ของ “คน”
น้ำตาของเด็กน้อยชาวอาร์เจนติน่าทำให้ผมคิดถึงตัวเองเมื่อปี ค.ศ. 1992
คืนวันนั้นผมนั่งดูทีมฟุตบอลทีมโปรดลงสนามในนัดชิงชนะเลิศในศึกชิงถ้วยฟุตบอลยุโรป “ยูโร 1992” 
จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลา 22 ปีมาแล้ว
จากวันที่เยอรมันมี “ฮีโร่” เต็มทีม มาสู่การเป็นทีมที่ไม่มี “ฮีโร่”
ในวันที่เยอรมันพ่ายแพ้ให้กับอิตาลีในรอบสี่ทีมสุดท้ายเมื่อ 8 ปีก่อน
ตอนนั้นโยอาคิม เลิฟ เป็นผู้ช่วยให้กับเจอร์เก้น คลินส์มันน์ ความล้มเหลวและผิดหวังเกิดขึ้นกับคนเยอรมัน
และกองเชียร์เยอรมันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ทุกคนยังเชื่อมั่นใน “ระบบ” ว่าสักวันต้องเป็นวันของพวกเขา ด้วยคำสามคำ

“ต้องกล้า ต้องอดทน ต้องจริงจัง”

“ระบบ” สำหรับทีมชาติเยอรมันจึงมิใช่แค่เพียงรูปเกมในสนามเท่านั้น แต่ยังหมายถึง “ระบบ”
ในการสร้างทีมซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน ต้องกล้า ต้องอดทน ต้องจริงจัง และที่สำคัญ...ต้องมีความหวัง
เหมือนต้นไม้ที่ต้องรอเวลาให้เติบใหญ่ แต่เมื่อรากแก้วแข็งแรงแล้ว ต้นไม้จะสมบูรณ์แข็งแรง
และเติบโตต่อไปโดยไม่ต้องขุดออกแล้วปลูกใหม่อยู่เรื่อยๆ
เยอรมันไม่ได้สร้าง “ฮีโร่” และไม่ได้คาดหวังว่าจะมี “ฮีโร่” มากอบกู้สถานการณ์ หากแต่พวกเขาทุกคนรวมใจเป็น “ทีม” เดียวกัน
ไม่ใช่แค่ในสนาม แต่ยังหมายถึงคนเยอรมันที่ช่วยกันสร้าง “ระบบ” และเชื่อมั่นใน “ระบบ” นั้น
รวมทั้งให้เวลาเรียนรู้ แก้ไข พัฒนา ปรับปรุงจากความล้มเหลวเพื่ออนาคตที่ “ระบบ” จะได้เข้มแข็ง
ความสำเร็จของทีมชาติเยอรมันในวันนี้จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากการจุติของเทพเจ้าหรือ “ฮีโร่” คนใด
หากเกิดจาก “ระบบ” ที่มีมาตรฐาน เชื่อถือได้ อธิบายได้ เป็นเหตุเป็นผล

ในสังคมไทย เรามักเฮเสียงดังเมื่อมีคนที่เราคิดว่าเขาเป็น “ฮีโร่” เข้ามาจัดการ “ล้างระบบ”
แต่เมื่อหมดช่วงเวลาของ “ฮีโร่” แล้ว “ระบบ” ที่อ่อนแอเพราะคนในระบบไม่มีความอดทน ไม่มีความเชื่อมั่น
ไม่มีความจริงจังที่จะร่วมกันสร้าง “ระบบ” ที่ดีขึ้นมาด้วยมือตัวเองก็จะค่อยๆ สำแดงฤทธิ์อีกครั้ง
แสดงให้เห็นความฟอนเฟะและเหลวแหลกอีกหน แล้วเราก็เรียกร้องหา “ฮีโร่” มาแก้ปัญหากันอีก

คล้ายๆ อาร์เจนติน่าที่หมดยุคมาราโดน่าก็ต้องรอให้ถึงยุคเมสซี่

จะดีกว่าไหมถ้าเราสามารถร่วมกันสร้าง “ระบบ” ที่พัฒนา ปรับปรุง แก้ไข เรียนรู้ไปพร้อมกันทั้งระบบ
จนเกิด “มาตรฐาน” ที่ยึดถือได้ เชื่อใจได้ 
เพราะ “ฮีโร่” ใช่ว่าจะ " ไว้ใจ " ได้เสมอไป

ทีมชาติเยอรมันใช้เวลานับสิบปี อดทนเพื่อก่อร่างสร้าง “ระบบ” ขึ้นมา
คนไทยจะใช้เวลากี่ปีกว่าเราจะสร้าง “ระบบ” ที่ดีขึ้นมาได้ด้วยมือของพวกเราเอง
หรือเราจะต้องร้องไห้เมื่อ “ฮีโร่” ที่เราคาดหวังเล่นไม่ได้ดั่งใจกันอีกหลายรอบ?

“ฮีโร่” เป็นสิ่งที่คนใจร้อนชื่นชอบ
“ระบบที่ดี” เป็นสิ่งที่คนที่มีความอดทนรอได้
และทีมชาติเยอรมันได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า
ชัยชนะจาก “ระบบที่ดี” นั้นหอมหวานและยั่งยืน

ที่มา เฟซบุ๊ก Aey Roundfinger

.....บทความยังเยี่ยมเหมือนเดิมครับ....เสียดายปีนี้ยังไม่มีโอกาสได้ดู ลำพูนวอร์ริเออร์เเข่งสักนัดเลย ก็เลยไม่มีข้อมูลอะไรสักอย่าง ....ยังไงก็สู้ต่อไปนะครับ.....ยังไงก็รัก.....

4
ลำพูนชนะ
8-0
ลูกเเรกนาทีที่ 18

ทายถูกไม่รับรางวัลใดใดทั้งสิ้น อิอิ

5
เข้ามาอ่าน  อิิอิอิ.
คิดว่า จะไม่มีโอกาสได้อ่านบทความดีดี เเบบนี้เสียเเล้ว

เห็นด้วยกับ การควบคุม อารมรณ์ ของนักเตะ ครับ....
ใจ ร่มร่ม หน่อยก็ดี มันน่ารักดีออก

ส่วนระบบการเล่น เเบบ 4-2-3-1 หรือ 4-4-2 ผมว่า มันเป็นนามธรรมเกินไป
ในเมื่อ ลำพูนเราลงไปเล่นจริงจริง มันเป็น 4-2-4 ทุกที
กลางตัวซ้ายเเละขวา เวลาบุกเเล้ว ลอยตลอด ไม่สามารถจะมาเล่นเกมส์รับได้เลย.
เเล้วกลาง 2 ตัว ก็ไม่รู้ว่าตัวใหนเป็นตัว เมนหลัก ตัวควบคุมจังหวะบอล
คือเอาง่ายง่าย เราไม่มีจอมทัพ เเบบ เจ๋งเจ๋ง จริงจริง หรือมีเเต่ไม่ใช้ให้เป็นก็ไม่รู้...

ตอนนี้สิ่งสำคัญ ต้องใส่ระบบที่เเน่นอนก่อน
ไม่รู้ว่าโค้ชคนใหม่จะจัดเเบบใหน

เเต่ที่ผมชอบเเล้วน่าจะเหมาะ กับเเบบปีกลอยฟ้าเเบบเรา

ผมเเนะนำ

4-1-2-3 พอนำสัก 3 -0 ก้อเปลี่ยนเป็น 4-2-1-3
555..

ลงระบบเรียบร้อย
ก็ใส่ " หน้าที่ " เข้าไป ...

ส่วนการเเก้เกมส์
ไม่ต้องรอให้จบคึ่งเเรกก็ได้
เเนะนำให้เเก้ไปเลย 15 นาที ครั้งนึง 555 ไม่ได้หมายความว่าให้เปลี่ยนตัวนะ
คือยังไงดีละ เเบบ เล่นไปสักพัก พอเห็นว่า ลุยได้ก้อลุยไปเลย
เปลี่ยนเเทกติกเลย ไม่ต้องรอ เพราะพอรอจนหมดครึ่งเเรก ฝ่ายเขาก็เเก้เราได้เเล้ว

ส่วนวิธีการเล่น เราเล่นได้ดีบางจังหวะบางช่วง ได้ดีจริงจริง
เเต่ก็รักษาระยะไว้ไม่ได้ตลอด...
ฝากด้วยอีกเรื่องนึง

อีกอย่างนึงนะครับ
ฝากทีมงานสต๊าฟโค้ชชุดใหม่..ขอสักคนเถอะครับ
ขึ้นไปดูเกมส์ มุมสูงสักคนน่าจะดี

ส่วนการควบคุม อารมร์ของเเฟนบอลผมว่า ไม่ต้องหรอกครับ
ปล่อยไปตามธรรมชาตินั่นเเหละดี
มีอะไรไม่ต้องใส่หน้ากกาก
หรือว่าอยากให้ใส่หน้ากาก เหมือนที่เขากำลังฮิตอยู่ตอนนี้ อิอิอิ

ที่ผ่านมา ปัญหาของลำพูนวอร์ริเออร์ คงไม่ใช่ " โค้ช " เเล้วหละ
เเต่ปัญหา คือ อะไร ครูคงรู้ดีกว่าผมนะครับ 555..

6
ลำพุน ชนะ
8 - 0
ลุกแรก นาที ที่ 8
อิอิ

7
กลับไปทันเยือนเชียงใหม่พอดี วันอาทิตยื์ีอีก เยี่ยมเลย

8
ใครมีประวัติ หรือ มีรูป เอามาลงหน่อยสิครับ...
อยากรู้...

10
หมายเลข 35 : Toure Souleymane (Toure)
...

11
ไม่เน้นผลเเล้วครับ ออกหน้าใหนก็รับได้หมดครับตอนนี้

เเต่ขอดู รูปเเบบ, ฟอร์ม การเล่น , เเทกติก ...ดีกว่า

ศึกษาไว้ เผื่อจะได้เป็นโค้ชกะเขามั่ง อิอิ

12
ตอน 0-0 ก้อเนาะ..ต่อบอลไปมา ไปหน้าได้ไม่ไป คืนหลังอยู่นั่นเเหละ 55
พอโดนนำ โหเล่นดีตลอดเลย ลำพูนวอร์ริเออร์ อิอิ

นัดนี้ยังไงก็เเพ้
ถ้ามี 11 ต่อ 11 ยิ่งเละกว่านี้อีก...

ไม่ต้องเอาเเบบอาเชน่อล..บาเซโลน่าเเล้ว
เอาเเบบลำปาง เอฟซีนี่เเหละ
อยากให้เล่นเเบบลำปางเอฟซี นี่เเหละ หึหึ

13
เขียนดีเช่นเดิมครับ...

เรื่องเชียร์ เราก็คงเชียร์ลำพูนเหมือนเดิม

เเต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับครูที่ว่า เราไม่ได้เเพ้ทีมที่ดีกว่า....
ลำปางดีกว่าเรา ล้านเปอร์เซ็น อิอิ..

ต่อให้เรามีชุดที่โคตรเทพ ดีที่สุดในสามโลก ฝนไม่ตก...ยังไงนัดนี้เราก้อเเพ้ครับ ไม่เเค่ 3 น่าจะ 8 ลูกด้วยซ้ำ
ขนาดเขามี 10 เรามี 11
ต่อจากนี้ไปไม่ต้องไปดูเเบบอย่างที่ใหน ไม่ต้องเอาเเล้ว เเบบ อาเชน่อล เเบบ บาร์เซโลน่า
เอาเเบบ ลำปาง เอฟซี นี่เเหละ....ไม่มีตัวต่างชาติสักตัว....
เอานัดนีเลยเป็นเเบบอย่าง ผมนะอยากเห็นลำพูนเล่นเเบบนี้เเหละ เล่นเเบบลำปางนัดนี้....
เอาเทปมาดูเลย การต่อบอล การเคลื่อนตัว การเข้าทำ
ถ้าทำได้อย่างเขา ชนะหมดเลยครับทุกทีมในโลกนี้....

หน้า: [1] 2 3 ... 24