แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - Rock nd Yo

หน้า: [1] 2 3 ... 31
1
ผลการแข่งขันฟุตบอล AIS  ลีกภูมิภาค "ดิวิชั่น 2" 2012 ภาคเหนือ วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2555
 
จบการแข่งขัน
คู่ที่ 1 สนามกีฬามหาวิทยาลัยพะเยา เวลา 17:00 น. สโมสรพะเยา เอฟซี ชนะ สโมสรเพชรบูรณ์ เอฟซี 2:0
ผู้ทำประตู
1:0 นาทีที่ 9 หมายเลข 25 MR.OWEN  JOSEPH  สโมสรพะเยา เอฟซี
2:0 นาทีที่ 54 หมายเลข 34 นายณัฐพงศ์ บำรุงกิจ  สโมสรพะเยา เอฟซี

ใบเหลือง สโมสรพะเยา เอฟซี
นาทีที่ 20 หมายเลข 4 นายชุติเดช  อ้อนโฉม
นาทีที่ 32 หมายเลข 8 นายมารุต  หาญธงชัย
นาทีที่ 43 หมายเลข 3 นายนพรัตน์  อินทรา
นาทีที่ 44 หมายเลข 5 Mr.YADOH HABIB JUNIOR
นาทีที่ 72 หมายเลข 9 Mr.TAKOU MBAH BECHARD
นาทีที่ 84 หมายเลข 11 นายกิตติธัช  ประจันทาสี
 
ใบเหลือง สโมสรเพชรบูรณ์ เอฟซี
นาทีที่ 11 หมายเลข 16 นายธนวิชญ์  จันทร์พานิชเจริญ
นาทีที่ 50 หมายเลข 17 นายพงศธร  อ่ำทอง
นาทีที่ 59 หมายเลข 12 นายวีรภัทร  ถมคำ

ใบแดง สโมสรเพชรบูรณ์ เอฟซี
นาทีที่ 85 หมายเลข 13 นายวิสันต์  กลิ่นเทศ (แดง)

จำนวนผู้ชม 250 คน
ค่าผ่านประตู 4,500 บาท
ขายของที่ระลึก 7,000 บาท


จบการแข่งขัน
คู่ที่ 2 แม่กวงสเตเดี้ยม เวลา 18:00 น. สโมสรลำพูน วอริเออร์ เสมอ สโมสรปากน้ำโพ NSRU FC. 0-0
ผู้ทำประตู
ไม่มี

ใบเหลือง สโมสรลำพูน วอริเออร์
นาทีที่ 3 หมายเลข 24 นายภูวนัท  เนตรทิพย์
นาทีที่ 73 หมายเลข 35 Mr.TOURE  SOULEYMANE
นาทีที่ 78 หมายเลข 32 นายอัจฌาวุฒิ  เขื่อนธนะ
 
ใบเหลือง สโมสรปากน้ำโพ NSRU FC.
นาทีที่ 9 หมายเลข 19 นายวัฒนา  พลายนุ่ม
นาทีที่ 37 หมายเลข 24 Mr.DIPOKO WILLY ERNEST
นาทีที่ 65 หมายเลข 33 Mr.SANOGO ABOUBACAR JUNIOR
นาทีที่ 85 หมายเลข 29 Mr.CHANG SEUNG WEON

จำนวนผู้ชม - คน
ค่าผ่านประตู - บาท
ขายของที่ระลึก - บาท

จบการแข่งขัน
คู่ที่ 3 สนามกีฬาชากังราวริมปิง เวลา 18:00 น. สโมสรกำแพงเพชร เอฟซี ชนะ สโมสรเชียงราย เอฟซี 1-0
ผู้ทำประตู
1:0 นาทีที่ 6 หมายเลข 5 นายสมพงษ์  ดีรัมย์  สโมสรกำแพงเพชร เอฟซี

ใบเหลือง สโมสรกำแพงเพชร เอฟซี
นาทีที่ 19 หมายเลข 16 นายทรงกิจ  สามัญเขตกรณ์
นาทีที่ 36 หมายเลข 8 นายอัศวิน  โพธิ์ทัย
นาทีที่ 45(+1) หมายเลข 2 นายโชคชัย  บุญทา
นาทีที่ 52 หมายเลข 9 นายใกล้ชิด  มโนทัย
นาทีที่ 79 หมายเลข 5 นายสมพงษ์  ดีรัมย์ 
 
ใบเหลือง สโมสรเชียงราย เอฟซี
นาทีที่ 6 หมายเลข 2 นายกิตติพงศ์  บัวทอง
นาทีที่ 47 หมายเลข 22 นายทัศพล  อินแก้ว

จำนวนผู้ชม - คน
ค่าผ่านประตู 15,200 บาท
ขายของที่ระลึก - บาท

จบการแข่งขัน
คู่ที่ 4 พิจิตร สเตเดี้ยม เวลา 18:00 น. สโมสรพิจิตร เอฟซี ชนะ สโมสรตาก เอฟซี 2-0
ผู้ทำประตู
1:0 นาทีที่ 29 หมายเลข 17 นายอำนาจ  รักประเสริฐ สโมสรพิจิตร เอฟซี
2:0 นาทีที่ 53 หมายเลข 20 Mr.AZUMAH KOFI  สโมสรพิจิตร เอฟซี

ใบเหลือง สโมสรพิจิตร เอฟซี
นาทีที่ 41 หมายเลข 4 นายนิรัตน์  อินทร์เทศ
นาทีที่ 87 หมายเลข 20 Mr.AZUMAH KOFI
 
ใบเหลือง สโมสรตาก เอฟซี
นาทีที่ 34 หมายเลข 15 นายชัยรัตน์  ปานดำ

จำนวนผู้ชม  1,065 คน
ค่าผ่านประตู  38,380 บาท
ขายของที่ระลึก  - บาท

by...virat_3000

2
ห้อง Relax / 10 อันดับสุดยอดสวนสนุกของโลก
« เมื่อ: ธันวาคม 16, 2011, 04:32:05 PM »
อันดับที่10

ซีเวิลด์ (SeaWorld)
สวนสนุกซีเวิลด์เกิดจากแนวคิดของศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย 4 คน ที่ต้องการสร้างร้านอาหารที่มีบรรยากาศแบบทะเลๆ แต่แทนที่ลูกค้าจะได้ทานปลาเป็นอาหาร พวกเขากลับพลิกแพลงให้ลูกค้าได้ชมปลาว่ายวนไปมารอบๆ ตัวแทนสวนสนุกซีเวิลด์แห่งแรกเกิดขึ้นที่ซานดิเอโกในปี 2507 จากนั้นก็มีเพิ่มขึ้น จนกระทั่งมีจำนวนถึง 3 แห่งในปัจจุบัน นอกจากที่ซานดิเอโกแล้วก็ยังมีอีกที่เมืองออร์แลนโดรัฐฟลอริดาและเมืองซาน อันโทนิโอ รายการเด็ดของที่นี่คือ การแสดงสดของสัตว์น้ำแสนรู้ แน่นอนว่านักท่องเที่ยวมาที่นี่ก็ต้องเตรียมใจมาเปียก ทุกแห่งจะมีโปรแกรมสำหรับการทัศนศึกษาซึ่งเป็นการท่องเที่ยวแบบได้ความรู้ไปด้วยในตัว เด็กๆสามารถเลือกโปรแกรมทั้งแบบมาเช้าเย็นกลับ และแบบค้างคืน ที่สวนสนุกซีเวิลด์ในออร์แลนโดยังมีโปรแกรมว่ายน้ำลึกกับปลาฉลาม ซึ่งนักท่องเที่ยวจะได้ใส่ชุดประดาน้ำแล้วเข้าไปอยู่ในกรงเหล็ก ก่อนที่กรงจะถูกหย่อนลงสู่สระใหญ่ที่มีปลาฉลามเขี้ยวยาวว่ายวนอยู่รอบๆ

อันดับที่9

 สวนสนุกพาราเมาท์
พาราเมาท์ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เวียคอมฯ คือคู่แข่งรายใหญ่ที่สุดของยูนิเวอร์แซลสตูดิโอ เพราะจุดเด่นของที่นี่คือเครื่องเล่นหลากหลายชนิดที่มีแนวคิดมาจากภาพยนตร์ สวนสนุกของพาราเมาท์มี 5 แห่งในอเมริกาเหนือ แต่ละแห่งมีคอนเซ็ปต์เกี่ยวพันกับบริษัทในเครือเวียคอมที่ทำธุรกิจด้านบันเทิง เช่น บริษัทผู้ผลิตรายการการ์ตูนนิกเคิลโลเดี้ยนสวนสนุก "เกรท อเมริกา" (Great America) ของพาราเมาท์ที่ตั้งอยู่นอกเมืองซานฟรานซิสโก มีบริเวณที่เรียกว่า นิกเคิลโลเดี้ยน เซ็นทรัล มีเครื่องเล่นหลายอย่างที่เกี่ยวพันกับรายการการ์ตูน เร็วๆ นี้มีเครื่องเล่นอีก 10 อย่างเพิ่มเข้ามา และที่สวนสนุกคิงส์ ไอส์แลนด์ของพาราเมาท์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ซินซินเนติ ก็มีเครื่องเล่นแนวรถไฟเหาะในความมืดที่เรียกว่า "สคูบี้-ดู" และที่สวนสนุกคิงส์ โดมิเนียน ในรัฐเวอร์จิเนีย ก็มีเครื่องเล่นเป็นหอสูงที่ปล่อยนักท่องเที่ยวดิ่งลงมาจากความสูง 305 เมตร
 
อันดับที่8

เลโกแลนด์ (Legoland)
ตั้งอยู่ในเมืองคาร์ลส์บาด รัฐแคลิฟอร์เนีย สวนสนุกแห่งนี้มีทั้งส่วนที่จัดแสดงงานประติมากรรมที่ทำจากตัวต่อเลโก้นับล้านๆชิ้น และส่วนที่เป็นเครื่องเล่นต่างๆ หัวใจหรือไฮไลต์ของสถานที่แห่งนี้ คือ "มินิแลนด์" ซึ่งใช้ตัวต่อเลโกมากกว่า 20 ล้านชิ้น สร้างอาคารจำลองซึ่งเป็นที่สำคัญๆในสหรัฐอเมริกา เช่น ทำเนียบขาว และเมืองนิวยอร์กจำลองและทั่วทั้งสวนสนุกแห่งนี้มีการใช้ตัวต่อเลโกมากกว่า 30 ล้านชิ้น ถ้าไม่อยากเดินชมเฉยๆ จะไปแวะหาความสนุกตื่นเต้นกับเครื่องเล่นต่างๆก็ได้ ที่นี่มีเครื่องเล่นมากกว่า 50 ชนิด และยังมีโรงเรียนฝึกขับรถ 1 แห่งอยู่ในนั้นด้วย นอกจากนี้เด็กๆ ยังสามารถลงทะเบียนเข้าเรียนในคอร์สที่เรียกว่า "ไมนด์สตรอม" (Mindstorms) เพื่อฝึกหัดสร้างหุ่นยนต์ คอร์สนี้ทางสวนสนุกจัดร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาซูเส็ตส์ หรือเอ็มไอที สถานที่แห่งนี้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2542 นอกจากที่สหรัฐแล้ว สวนสนุกเลโกแลนด์ยังมีในอีก 3 ประเทศ คือ อังกฤษ เดนมาร์ก และเยอรมนี

อันดับที่7

เลค คอมเพาซ์ (Lake Compounce)
อยู่ในเมืองบริสตอล รัฐคอนเนกติกัต เป็นสวนสนุกอายุเก่าแก่ที่สุดในโลก และเป็นแห่งหนึ่งที่สวยที่สุดในโลกเช่นกัน เพราะที่แห่งนี้ล้อมรอบไปด้วยทะเลสาบและภูเขา เริ่มเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2389 หรือ 150 กว่าปีมาแล้ว แต่ตอนนั้นเปิดบริการในฐานะสวนสาธารณะให้ผู้คนเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจ ต่อมาในปี 2540 จึงมีนายทุนรายใหม่คือบริษัทสวนสนุกเคนนีวูดฯ เข้ามาซื้อกิจการทำเป็นสวนสนุกเต็มรูปแบบผู้ที่ชื่นชอบของเก่า ของโบราณก็ไม่ควรพลาดรถไฟเหาะและชิงช้าสวรค์รุ่นเจ้าคุณปู่ (ปี 2454) รวมทั้งเรือจักรไอน้ำที่จะพานักท่องเที่ยวล่องชมวิวทะเลสาบ นอกจากนี้เพื่อเป็นการรักษาบรรยากาศ สวนสนุกของครอบครัว จึงมีบริการเสิร์ฟน้ำอัดลมฟรีตลอดทั้งวัน (ของหวานขึ้นชื่อของที่นี่เป็นขนมทอดชื่อว่า "โอรีโอ") เครื่องเล่นใหม่ล่าสุดของ เลค คอมเพาซ์มีชื่อว่า คลิปเปอร์ โคฟ (Clipper Cove) ตั้งอยู่ในบริเวณสวนน้ำ มีทั้งเชือก ทั้งตาข่ายและกระดานหกให้ปีนป่ายและกระโดดกันสุดเหวี่ยง นอกจากนี้ยังมีการแสดงของการ์ตูนการ์ฟิลด์และเพื่อนพ้อง รวมทั้งละครหุ่นโชว์ด้วย ที่นี่มีเครื่องเล่นทั้งหมด 40 อย่าง ค่าผ่านเข้าประตูสำหรับผู้ใหญ่ 29.95 ดอลลาร์ และเด็ก 20.95 ดอลลาร์

อันดับที่6

สวนสนุกเคนนี่วูด (Kennywood)
ผู้ที่ชื่นชอบสวนสนุกแบบดั้งเดิม ที่มีขนาดพื้นที่เล็กๆ ไม่ต้องเดินกันให้เมื่อยมากนัก ก็มักจะติดอกติดใจสวนสนุกเคนนี่วูด ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2441 แต่เดิมสวนสนุกแห่งนี้เป็นของบริษัทการรถไฟเอกชนที่มีนายแอนดรู เมลลอน เป็นเจ้าของ จนกระทั่งปัจจุบันนี้ ชิงช้าสวรรค์และภัตตาคารแห่งหนึ่งจากยุคนั้นก็ยังคงตกทอดมาให้คนรุ่นนี้ได้เล่นและใช้บริการกัน ทั้งยังได้ชื่อว่าเป็นสถานที่สำคัญแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาแห่งหนึ่งด้วยเพราะที่นี่มีมรดกทางวัฒนธรรมของอเมริกันมากมาย เช่น รถไฟเหาะรุ่นแรกๆ ที่ทำด้วยไม้ ล่องแก่งยุคแรกๆ ที่ทั้งเรือพายและเรือท่อนซุงทำจากไม้จริงๆ แต่ก็ใช่ว่าที่นี่จะมีแต่ของเก่าๆ เพราะรถไฟเหาะและเครื่องเล่นยุคใหม่ที่ชวนตื่นเต้นหวาดเสียวก็มีให้เล่นกัน รวมทั้งสวนสนุกสไตล์ฮาวายที่เรียกว่า หุบเขาแห่งภูเขาไฟ หรือ Volcano Valley ที่มีเครื่องเล่นที่เรียกว่า Big Kahuna เป็นเรือที่แล่นแบบควงสว่าน กระตุ้นต่อมอะดรีนาลินได้เป็นอย่างดีที่นี่มีเครื่องเล่นสำหรับผู้ใหญ่ 34 ชนิด สำหรับเด็ก 14 ชนิด ช่วงฤดูร้อนมีนักท่องเที่ยวมาเยือนกว่า 1 ล้านคน ค่าผ่านประตู 8 ดอลลาร์ แต่สำหรับผู้สูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไป ลดราคาลงเหลือ 7 ดอลลาร์ และค่าตั๋วเครื่องเล่นแบบ 1 วันเล่นได้ทุกอย่างก็เพียง 28.95 ดอลลาร์

อันดับที่5

สวนสนุกดิสนีย์ (Disney)
"ดิสนีย์" กับคำว่า "สวนสนุก" นั้นแทบจะกลืนกลายเป็นคำเดียวกันไปแล้ว เพราะสวนสนุกดิสนีย์นั้น นับเป็นผู้บุกเบิกและดำเนินนโยบายการตลาดที่ทำให้คนทั่วโลกได้ตระหนักรับรู้ถึงนิยามแห่งคำว่าสวนสนุก ปัจจุบันดิสนีย์มีสวนสนุก 5 แห่ง คือ สวนสนุกดิสนีย์ที่เมืองอันนาไฮม์ที่เมืองอันนาไฮม์ในรัฐแคลิฟอร์เนีย (เปิดในปี 2498) สวนสนุกวอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์ ที่เมืองออร์แลนโดในรัฐฟลอริดา (เปิดในปี 2514) ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสแห่งที่ 5 เปิดที่ฮ่องกงในช่วงปลายปี 2548 สวนสนุกแต่ละแห่งของดิสนีย์มีเครื่องเล่นจำนวนมากมาย มีการแสดงและขบวนพาเหรดหลายรอบ ทั้งยังมีโรงแรม ร้านค้าและภัตตาคาร ร้านอาหารจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ละแห่งมีจำนวนเครื่องเล่นใหม่ๆเพิ่มเข้ามาอยู่เสมอ เช่นสวนสนุกวอลท์ ดิสนีย์ เวิลด์ ที่ฟลอริดา จะมีเครื่องเล่นใหม่ที่เรียกว่า Mission : SPACE at Epcot ซึ่งจำลองบรรยากาศการนั่งยานอวกาศไปสำรวจดาวอังคารถัดไปจะมีรีสอร์ตแห่งใหม่คือ Pop Century Resort และในก็จะมีที่เที่ยวแห่งใหม่ในบริเวณสวนสนุกแห่งนี้ คือ Epedition Everest เป็นรถไฟเหาะความเร็วสูงที่สามารถวิ่งถอยหลังได้ด้วย

อันดับที่4

ดิสคัฟเวอรี โคฟ (Discovery Cove)
เพิ่งเปิดเมื่อปี 2543 ตั้งอยู่ที่เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา เป็นสวนสนุกแบบสวนน้ำขนาดย่อมที่มีระบบวางผังและการจัดการดีเยี่ยม จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เข้าได้รอบละ 1,000 คนเท่านั้น ที่นี่จึงไม่ต้องมีการเข้าคิวเป็นแถวยาวเพื่อรอเล่นเครื่องเล่น บริการก็ทั่วถึงนักท่องเที่ยวทุกคน เพราะเมื่อเข้ามาภายในบริเวณแล้ว นักท่องเที่ยวแต่ละคนจะมีไกด์นำชม สวนน้ำแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีเวิลด์ (SeaWorld) ประกอบด้วยทะเลสาบน้ำจืด ชายหาด แนวประการัง ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงสามารถว่ายจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งภายในบริเวณ สวนสนุก หรือจะนั่งเรือไปก็ได้ ที่นี่ให้ทั้งความบันเทิงและความรู้ ไฮไลต์ที่นักท่องเที่ยวมุ่งจะมาทำคือการได้ว่ายน้ำเคียงข้างไปกับปลาโลมาแสน รู้ นอกจากนี้ยังมีทัวร์ดำน้ำอีกด้วย ราคาแพ็กเกจทัวร์เริ่มที่ 229 ดอลลาร์

อันดับที่3

ซีดาร์ พ้อยท์ (Cedar Point)
อยู่ที่เมืองแซนดัสกี้ รัฐโอไฮโอ สหรัฐอเมริกาเช่นกัน เน้นเครื่องเล่นประเภทรถไฟเหาะเป็นพิเศษสำหรับคนที่คลั่งไคล้ความรู้สึกขยัก ขย้อนในกระเพาะเวลาที่เคลื่อนตัวเลื่อนไหลวูบวาบไปตามรางรถ ซีดาร์ พ้อยท์มีเครื่องเล่นถึง 68 ชนิด และรถไฟเหาะอีก 16 ชนิด เรียกว่ามีมากกว่าสวนสนุกอื่นใดในโลกใบนี้ เครื่องเล่นใหม่ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในฤดูร้อนนี้คือ Top Thrill Dragster ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเครื่องเล่นแนวรถไฟเหาะที่สูงที่สุดและเคลื่อนตัวด้วยความเร็วสูงสุดในโลก นั่นหมายถึงเมื่อรถเคลื่อนถึงยอดสูงสุดนั้น คือเหนือพื้นดิน 420 ฟุต และความเร็วสูงสุดคือ 120 ไมล์ต่อชั่วโมง มีทั้งการเคลื่อนตัวแบบตกดิ่งลงจากเบื้องสูง และหมุนม้วนแบบควงแต่ผู้ที่ชอบความบันเทิงแบบนุ่มนวลก็มีที่ให้เข้าไปหย่อน ใจ คือสวนสนุกตัวการ์ตูนในชุด "พีนัทส์" (Peanuts) หรือที่รู้จักกันดีในนามสนู้ปปี้และเพื่อนพ้อง นอกจากนี้ยังมีสวนน้ำ Soak City สำหรับคนที่ไม่กลัวน้ำ และสวนสนุกประลองความเร็ว Challenge Park ที่มีสนามแข่งโกคาร์ท สนามกอล์ฟเล็กและเครื่องเล่น RipCord ที่ผสานความตื่นเต้นของการดิ่งพสุธาและการเล่นเครื่องร่อนเข้าไว้ด้วยกัน ช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเยอะที่สุดของที่นี่คือ เดือนกรกฎาคมและสิงหาคม ซีดาร์ พ้อยท์ เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2413 ราคาตั๋ว 43.95 ดอลลาร์

อันดับที่2

บุช การ์เด้น (Busch Garden)
เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2502 ตั้งอยู่ในเมืองแทมปา รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา และมีอีกแห่งที่เมืองวิลเลียมสเบิร์ก รัฐเวอร์จิเนีย (เปิดปี 2518) จุดเด่นคือความเป็นสวนสนุกที่ผนวกสวนสัตว์เข้าไว้ด้วย บรรยากาศจึงเน้นความเป็นธรรมชาติ รถไฟเหาะมีทั้งแบบดั้งเดิมที่เรียกเสียงกรี๊ดพอเบาะๆ และแบบใหม่ที่เพิ่มความหวาดเสียวมากขึ้น สวนสนุก บุช การ์เด้น ที่เมืองแทมปา มีเครื่องเล่น 29 ชนิด เน้นบรรยากาศแบบแอฟริกา มีพื้นที่จำลองป่าโปร่งที่นักท่องเที่ยวสามารถชมชีวิตความเป็นอยู่ของช้าง แรด ม้าลายและกวาง ที่หากินโดยอิสระอยู่ในพื้นที่กว่า 29 เอเคอร์ แหล่งดึงดูดใจใหม่ล่าสุดของสวนสนุกทั้งสองแห่งคือ บ้านผีสิง 4 มิติ (Haunted Lighthouse 4D theater) ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์ 3 มิติ ที่มีเอฟเฟกต์พิเศษเพิ่มความสมจริงขึ้นมาอีกมิติ เช่น ลมระเบิดและฝอยน้ำ ที่ฉีดพวยพุ่งออกมาจากเก้าอี้นั่งของผู้ชมทุกๆ ที่นั่งที่วิลเลียมสเบิร์กจะเด่นที่เครื่องเล่นประเภทรถไฟเหาะ และหมู่บ้านวัฒนธรรม โดยจะแบ่งพื้นที่สวนสนุกเป็นหมู่บ้านยุโรปจำลอง 9 หมู่บ้านเพื่อแสดงภาพวัฒนธรรมพื้นเมืองของอังกฤษ สกอตแลนด์ เยอรมนี และอิตาลีรวมจำนานเครื่องเล่นของที่นี่ก็ประมาณ 50 อย่าง ค่าตั๋ววันสำหรับผู้ใหญ่ 46.99 ดอลลาร์ ตั๋วเด็ก 39.99 ดอลลาร์ ส่วนบุช การ์เด้นท์ที่เมืองแทมปา ค่าตั๋ววันสำหรับผู้ใหญ่ 51.95 ดอลลาร์ เด็ก 3-9 ขวบ 42.95 ดอลลาร์

อันดับที่1

อัลตั้น ทาวเวอร์ (Alton Towers)
สวนสนุกแห่งนี้อยู่ในประเทศอังกฤษ ตั้งอยู่ในเมือง Staffordshire ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางเหนือประมาณ 2 ชั่วโมง เครื่องเล่นประเภทรถไฟเหาะทั้งหลายของอัลตั้น ทาวเวอร์ เป็นแม่เหล็กดึงดูดใจทั้งผู้ที่ไปเที่ยวแบบครอบครัวและผู้ที่แสวงหาความมันบนความระทึกใจโดยเฉพาะสองเครื่องเล่นใหม่ของที่นี่คือ บ้านผีสิงและลานเล่นลูกยางสำหรับเด็กเล็ก ส่วนผู้ที่ชอบความหวาดเสียวบนที่สูงก็ต้องไปลองเครื่องเล่นที่มีชื่อว่า Black Hole, Submission และ Ripsaw นอกจากเครื่องเล่นแล้ว ภายในบริเวณอัลตั้น ทาวเวอร์ยังมีโรงแรม 2 แห่ง และภายในโรงแรม 1 ใน 2 แห่งนี้ยังมีสวนสนุกแบบสวนน้ำสไตล์แคริบเบียนในร่มอีกด้วยนับเบ็ดเสร็จจำนวนเครื่องเล่นของที่นี่มี 30 อย่างด้วยกัน แต่ละฤดูกาลจะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 2.5 ล้านคน และเดือนกรกฎาคมของแต่ละปีคือช่วงที่มีนักท่องเที่ยวเนืองแน่นที่สุด อัลตั้น ทาวเวอร์ เปิดบริการมาตั้งแต่ปี 2523 ค่าเข้าชมสำหรับผู้ที่อายุ 12 ปีขึ้นไป 26 ปอนด์ 4-11 ขวบ 21 ปอนด์ และต่ำกว่า 4 ขวบเข้าฟรี

3
อันดับ 5 David Marshall Williams
  
 เดวิด มาร์แชลล์ วิลเลียมส์  เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ค.ศ. 1900 บิดาเป็นผู้มีอาชีพทำฟาร์ม เป็นผู้มีฐานะดีผู้หนึ่งในแคโรไรน่า พ่อเขาเป็นคนดี แต่เขาไม่ทำถ่านเลยสักนิด เขาไม่ชอบโรงเรียน ชอบหนีเรียน แถมชอบเที่ยวเตร่ แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาชำนาญคือเขาประกอบปืนเป็น!! แถมยังประดิษฐ์ปืนด้วยตนเองเสียด้วย
พอเดวิดโตหน่อยเขาก็ทำธุรกิจผลิตสุราเถื่อน(โดนแรกมันถูกกฎหมายแต่พอรัฐบาลห้ามเขาก็เลิกไม่ได้) จนกระทั้งวันหนึ่งในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1920 นายอำเภอท้องถิ่น พร้อมทั้งข้าราชการพากันไปล้อมโรงต้มกลั่นของเดวิดเพื่อจะจับตัวเขาและพรรคพวกในฐานฝ่าฝืนกฎหมาย ทำให้เดวิดและพรรคพวกต้องต่อสู้กันอย่างชุลมุนวุ่นวาย ผลคือเขาทำให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตาย เขาเลยหลบหนี แต่ในที่สุดเขาก็มอบตัวและสู้คดีผลคือเขาต้องใช้ชีวิตในเรือนจำ 30 ปี และนี้คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนโลกเพราะในคุกนั้นเขาได้สิทธิพิเศษบางอย่างที่ไม่ใช้ขอกินพุดดิ้งหรือขอดูแมนยูแตะกับเซสซี หากแต่เขามีสิทธิพิเศษในการประกอบปืนและออกแบบปืนได้ตามใจปรารถนา โดยเขาได้คิดค้นปืนระบบแก๊ส-ลูกสูบเนื่องจากเขาเห็นว่าปืนของเจ้าหน้าที่ที่ใช้อยู่นั้นไม่เหมาะในการยิงนักโทษ(ในกรณีที่นักโทษก่อความรุนแรง) เขาเป็นคนออกแบบปืนทั้งๆ ที่อยู่ในคุก โดยปืนที่เขาคิดค้นนั้นเป็นประโยชน์ต่อวงการหลายๆอย่าง เช่นทำให้ปืนยิงเร็ว มีอนุภาพร้ายแรงขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญในการลดน้ำหนักของปืน จนทุกวันนี้ปืนระบบแก๊ส 99.9% ใช้หลักการของ วิลเลียมส์ทั้งสิ้น อีกทั้งทำให้สงครามปืนทันสมัย เวลาเล่นเกม Call of Duty ก็ไม่น่าเบื่อสำหรับคุณอีกต่อไป(เกี่ยว??)

 
อันดับ 4 William Addis
 
คุณคงไม่เชื่อว่าเรือนจำที่แสนสกปรกที่เต็มไปด้วยคราบอสุจิ เลือด และนักโทษกลิ่นตัวเหม็นนั้น จะเป็นที่กำเนิดอุปกรณ์ทำความสะอาดอย่าง “แปลงสีฟัน” ได้ และเจ้าสิ่งนี้เองที่ทำให้มันติดในอันดับของใช้ที่โลกขาดไม่ได้ในบัดดล
ที่จริงสมัยก่อนก็มีหลายคนใช้ยาสีฟัน เช่น กิ่งไม้, ขนนก, กระดูกสัตว์, ขนเม่น แต่มันไม่จ๊าบเท่าไหร่เนอะ จนกระทั้งมีนักประดิษฐ์คิดค้นแปรงสีฟันคนแรกก็คือ วิลเลียม แอดดิส ชาวเมืองเคิร์กเคนวอลล์ ซึ่งเกิดทำผิดมีอันต้องเข้าไปนอนในคุกข้อหาใช้ความรุนแรง ในปี 1770 ตอนนั้นผู้คนทั้งในและนอกคุกใช้วิธีแปรงฟันโดยใช้เกลือหรือเขม่ามาใส่ในเศษผ้า นำมาถู ๆ ที่ฟัน รวมถึงนายแอดดิสด้วย เขาทำแบบนี้หลายปีจนเขามีความคิดว่าน่าจะเป็นการดีถ้ามีอุปกรณ์ที่ช่วยในการทำความสะอาดฟันดีกว่านี้ โดยเขาได้ใช้ กระดูก จากนั้นก็นำมาเจาะเป็นรูเล็ก ๆ แล้วก็ขอขนแปรงจากผู้คุมมายัดลงไปในรูแล้วติดกาว แล้วตัดขนแปรงให้พอเหมาะ ได้แล้วแปรงสีฟันอันแรกของโลก และเมื่อแอดดิสออกจากคุก เขาก็เริ่มกิจการประดิษฐ์แปรงสีฟันเพื่อจำหน่ายอย่างที่หวังไว้ และก็มีขายมาจนทุกวันนี้(เขาตายในปี 1840) ซึ่งรูปแบบและสีสันก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงและคิดค้นอีกภายหลัง

 
 อันดับ 3 Jesse Hawley
  
 เจสซี่ ฮอว์ลี่ย์ เป็นพ่อค้าแป้งในกรุงเจนีวา นิวยอร์ค ถูกขังคุก แต่หารู้ไม่ว่าเขาเป็นคนต้นคิดในการสร้างคลองอีรีทั้งๆ ที่อยู่ในคุก
แล้วคลองอีรีห์นั้นมันเปลี่ยนโลกยังไง หลายคนอาจไม่รู้ว่าคลองอีรีนั้นทำให้อเมริกาเจริญจนถึงทุกวันนี้  เพราะคลองอีรีห์เป็นคลองที่ถูกขุดในนิวยอร์คยาว 363 ไมล์(584 กม.) จากอัลบานี  นิวยอร์ค ในแมนฮัดสัน ไปยัง บัฟฟาโล นิวยอร์ค เริ่มขุด1817-1825 (เปิดอย่างเป็นทางการ 26 ตุลาคม 1825) มีส่วนความสำคัญมากต่อศูนย์กลางการค้าขายในทวีปอเมริกาเหนือ สมัยก่อนนั้นอเมริกาต้องใช้การขนส่งโดยใช้เกวียนเป็นหลัก หากแต่หลังจากมีการสร้างคลองทำให้มีการขนส่งด้วยเรือเพิ่มขึ้นมา และคลองนี้ เป็นท่าเรือเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคนี้ที่สามารถขนส่งสินค้าออกไปยังแอตแลนติกได้ ซึ่งมีผลทำให้รัฐนิวยอร์คและเมืองนิวยอร์คกลายเป็นเมืองที่และศูนย์กลางค้าขายของอเมริกาอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังตัวจุดชนวนกระแสการลงทุนในเรื่องการขนส่งและการขยายตัวทางเศรษฐกิจใหม่ของสหรัฐอเมริกา
กลับมาที่เจสซี่ ฮอว์ลี่ย์ต่อ เขาถูกจำคุกในปี 1807 เนื่องจากเขามีปัญหาการขนส่งจนเป็นหนี้ ต้องติดคุก 20 เดือน ในระหว่างอยู่ในคุกเขาได้เขียนเรียงความเรื่องหนึ่งชื่อ “Hercules” ออกเผยแพร่ว่าน่าจะขุดคลองอีรีห์จากแม่น้ำฮัดสันเพื่อแก้ปัญหาขนส่ง ผลงานของเขานั้นกลายเป็นผลงานที่โดดเด่นจนทำให้ผู้เกี่ยวข้องมีความคิดจะขุดคลองให้มันเป็นจริง และเรียงความของเขาได้รับการพิสูจน์ว่ามีอิทธิพลในการพัฒนาคลองอย่างแท้จริง


 อันดับ 2 Franklin Robert Stroud
   
 โรเบิร์ต แฟรงคลิน(28 มกราคม 1890-21 พฤศจิกายน 1963) ก่อนที่จะนักโทษนั้น เขายังเป็นวัยรุ่นเลือดร้อนแถววอชิงตัน อเมริกาที่หลงรักหญิงคาบาเร่ต์คนหนึ่ง ที่จริงทั้งสองน่าจะมีชีวิตมีความสุขตลอดกาล หากแต่น่าเศร้า เมื่อต่อมาแฟนของถูกตีอย่างรุนแรงโดยเขา และเขาถูกพิพากษาจำคุก 12 ปี ฐานฆาตกรรม  และถูกขังในคุกอัลคาทราซด้วย
ดูๆ ไปชีวิตของเขาก็เหมือนนักโทษธรรมดาเนอะ หากแต่แปลกหน่อยตรงที่ ระหว่างที่เขาถูกจำคุกอยู่เขาได้พบรักใหม่ นั้นก็คือ “นก” เขาเริ่มรักนก รักถึงขนาดนำเลี้ยงนกในห้องขัง ซึ่งตามกฎเรือนจำไม่ให้อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์(จนเป็นเหตุย้ายไปขังในคุกอัลคาทราซ) แต่กระนั้นเขาก็ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนกโดยบริยาย และได้เขียนหนังสือ iseases of Canaries และ Stroud's Digest on the Diseases of Birds เกี่ยวกับพยาธิและโรคในนก ซึ่งมีส่วนอย่างมากในการพัฒนาวงการสัตวแพทย์ เกี่ยวกับพยาธิวิทยา ทั้งๆ ที่แพทย์วินิจฉัยว่าเขาเป็นคนบ้า แต่กระนั้นเขามีไอคิวถึง 134 และนอกจากนี้เรื่องราวของเขายังถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Birdman of Alcatraz ซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจภาพยนตร์แนวคนคุกจนถึงปัจจุบัน


 อันดับ1 Miguel de Cervantes Saavedra
 
 มีเกล เด เซร์บันเตสเป็นในตระกูลชนชั้นกลางในปี ค.ศ. 1547-1616 ที่เมืองอัลกาลาเดเอนาเรส ประเทศสเปน เขาไม่เคยเรียนระดับมหาวิทยาลัย เขาเป็นทหารและบาดเจ็บจนมือซ้ายของเขาพิการ แถมยังถูกเคยโจรสลัดจับในประเทศแอลจีเรียอีก  เขาถูกขังตั้งแต่ปี 1575 จนกระทั่งกองโจรได้รับค่าไถ่ตัวและปล่อยเขาเป็นอิสระในปี ค.ศ. 1580 แต่ชีวิตของเขาก็ติดคุกอีก เมื่อปี 1597 ในข้อหาปัญหาหนี้สิน ระหว่างที่เขาถูกขังในคุกเขาได้แต่งนิยายเรื่องดอนกิโฆเต้ขึ้น(และตีพิมพ์ส่วนแรกของเรื่องเมื่อปี ค.ศ. 1605)
ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน (El ingenioso hidalgo don Quixote de la Mancha) เป็นนิยายที่ยิ่งใหญ่ระดับโลก เป็นนิยายเสียดสีล้อเลียนนิยายอัศวิน เนื้อเรื่องของนวนิยายเรื่องนี้ กล่าวถึงขุนนางต่ำศักดิ์ผู้สูงอายุ และไร้เรี่ยวแรงคนหนึ่งแห่งแคว้นลามันช่า ซึ่งคลั่งไคล้นิยายอัศวินมาก ถึงกับขายที่ดินจำนวนมากเพื่อหาซื้อนิยายอัศวิน ในที่สุดก็คิดไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างในนิยายเหล่านั้นเป็นเรื่องจริง จึงปรารถนาที่จะเป็นยอดอัศวินดังที่ปรากฏในหนังสือเหล่านั้น เขาสร้างเกราะและหมวกจากกระดาษแข็ง นำม้าผอมโซตัวหนึ่งมาตั้งชื่อว่าโรสินันเต้ หรือ “ม้าที่เคยทุรลักษณ์” จากนั้นจึงตั้งชื่อของตนใหม่ว่า ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า และแต่งตั้งชาวนาเป็นอัศวินสำรอง "ซานโช่ ปันซ่า" ทั้งสองคนร่วมผจญภัยโดยต่อสู้กับศัตรูร้ายในความคิดของดอนกิโฆเต้ เช่น กังหันลมซึ่งดอนกิโฆเต้เข้าใจว่าเป็นยักษ์
แม้นิยายเรื่องนี้จะมีอายุ 400 ปีแล้วก็ตาม หากแต่หนังสือนี้ได้รับยกย่องว่าเป็นนิยายดีที่สุดที่โลกนี้เคยมีมา บ้างกล่าวว่า ดอนกิโฆเต้ คือนิยายเรื่องแรกของโลก เป็นหนังสือที่แปลเป็นภาษาอื่น มากที่สุดในโลก รองจากไบเบิ้ล ดอนกิโฆเต้ฯ ได้ชื่อว่าเป็นไบเบิ้ลแห่งมนุษยชาติ และเนื้อหาคงอ่านง่ายไม่ซับซ้อนเหมือนหนังสือโบราณเรื่องอื่นๆ

4






20. Matterhorn - Cervino / Italy, Switzerland
"ภูเขาแมตเตอร์ฮอร์น" เป็นภูเขาที่ตั้งอยู่ในเทือกเขาแอลป์ ซึ่งอยู่บริเวณพรมแดนประเทศอิตาลีและสวิตเซอร์แลนด์ มีความสูง 4,478 เมตรทำให้กลายเป็นภูเขาที่สูงที่สุดลูกหนึ่งในเทือกเขาแอลป์และมีหิมะปกคลุม ตลอดปี น้องๆ คนไหนนึกหน้าตาของภูเขาแมตเตอร์ฮอร์นไม่ออก ก็ให้นึกถึงช็อกโกแลตยี่ห้อ Toblerone ที่ห่อสีเหลืองๆ จะมีโลโก้รูปภูเขาอยู่ นั่นแหละ ภูเขาแมตเตอร์ฮอร์น





21. Milford Sound / New Zealand
เป็นผืนน้ำส่วนเว้าของทะเลทาสมันที่อยู่ทางทางใต้ของเกาะ ใต้ของนิวซีแลนด์ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาที่แคบและหน้าผาสูงชันที่เกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำ แข็ง ต่อมาธารน้ำแข็งละลายกลายเป็นผืนน้ำแห่งนี้ กิจกรรมยอดฮิตคือการล่องเรือชมผืนน้ำและหน้าผาโดยรอบ นอกจากนี้บริเวณนี้ยังเป็นที่อยู่ของสัตว์สุดน่ารักอย่างแมวน้ำอีกด้วย





22. Mud Volcanoes / Azerbaijan
"ภูเขาไฟโคลน" แห่งนี้ เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเลแคสเปียนในประเทศอาเซอร์ไบจาน โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิตเพราะมีคำเตือนจึงทำให้อพยพคนได้ทัน แต่สิ่งที่ตามมาคือ ได้เกิดภูเขาไฟโคลนหรือโคลนเหลวที่เกิดขณะมีการปะทุของภูเขาไฟ โดยค่อยๆ โป่งนูนขึ้นมาและขยายใหญ่ขึ้นจากแรงดันด้านล่าง มีกลิ่นเหม็น รวมถึงมีการระเหยของก๊าซหลายชนิดที่ติดไฟง่าย ดังนั้นจึงถือเป็นสถานที่อันตราย แต่ด้วยความสวยงามและน่าอัศจรรย์ จึงถูกจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติกับเค้าด้วย







23. PP Underground River / Philippines
หรือที่มีชื่อเต็มว่า "The Puerto Princesa Subterranean River National Park" หรืออุทยานแห่งชาติแม่น้ำใต้ดินปวยร์โต-ปรินเซซา ตั้งอยู่ที่เกาะปาลาวัน ประเทศฟิลิปปินส์ ที่แห่งนี้เป็นแม่น้ำใต้ดินที่มีความยาวที่สุดในโลกที่ไหลผ่านถ้ำลงสู่ทะเล จีนใต้ นอกจากนี้ในบริเวณนั้นยังมีหน้าผาที่เกิดจากหินปูนยาวกว่า 8 กิโลเมตร กิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวคือการล่องเรือชมความงามของถ้ำที่เต็มไปด้วย หินงอกหินย้อย





24. Sundarbans / India , Bangladesh
"ซันเดอร์บันส์" เป็นป่าโกงกางขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่กินพื้นที่ในประเทศอินเดียและบังกลาเทศ ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำคงคา ครอบคลุมพื้นที่รวมกว่า 10,000 ตารางกิโลเมตร ชื่อป่านี้เป็นภาษาเบงกาลีแปลว่าป่าที่สวยงาม และเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนมาก เช่น จระเข้ งู กวาง นก โดยเฉพาะเสือเบงกอลและจระเข้นักล่าที่ขึ้นชื่อ





25. Table Mountain / South Africa
"อุทยานแห่งชาติ Table Mountain" ตั้งอยู่ในเมืองเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เป็นภูเขาที่เกิดจากการยกตัวขึ้นของเปลือกโลก ต่อมาได้ผุพังและถูกกัดกร่อนโดยลมและฝน จนทำให้กลายเป็นภูเขายอดตัดรูปร่างคล้ายโต๊ะ จึงได้ชื่อว่า Table Mountain การเข้าชมสามารถทำได้ 2 ทางคือการปีนเขาขึ้นไปและการนั่งกระเช้า ที่สำคัญ บนภูเขายังมีพันธุ์ดอกไม้หายากกว่า 1,400 ชนิดอีกด้วย







26. Uluru / Australia
"หินอูลูรู" เป็นชื่อภูเขาหินสีแดงสูง 348 เมตรที่ตั้งตระหง่านใกล้เมือง Alice Spring ประเทศออสเตรเลียท่ามกลางความแห้งแล้งของทะเลทราย ถือเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ที่มีความแปลกเพราะตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน ทำให้สถานที่นี้ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอะบอริจิน ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวมาเยือนประมาณ 400,000 คน





27. Vesuvius / Italy
แทบไม่มีใครในโลกไม่เคยได้ยินชื่อ "ภูเขาไฟวิสุเวียส" ที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี เพราะเป็นภูเขาไฟอายุ 25,000 ปีที่ยังไม่ดับแห่งเดียวในทวีปยุโรปแผ่นดินใหญ่ สูงถึง1,281 เมตรปากปล่องมีเส้นรอบวง 1,400 เมตร และลึก 216 เมตร การระเบิดครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 79 เถ้าถ่านและลาวาได้ไหลลงมาทับถมเมืองปอมเปอีทั้งเมืองที่กำลังอยู่ในยุค รุ่งเรืองให้จมหายวับภายในพริบตา





28. Yushan / Taiwan
"ยอดเขายูชาน" ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติยูชานของไต้หวัน ส่วนมากมักเป็นที่รู้จักในชื่อของภูเขามังกรหยก มีความสูง 3,952 เมตรจากระดับน้ำทะเลและถือเป็นภูเขาที่สูงที่สุดในไต้หวัน ขึ้นชื่อในเรื่องของระบบนิเวศที่ยังคงความสมบูรณ์เอาไว้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ยอดเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเหมือนกับแสงของแก้วที่ส่องสว่าง

5
ห้อง Relax / มหัศจรรย์ของธรรมชาติบนโลกใบนี้ ll
« เมื่อ: พฤศจิกายน 19, 2011, 05:24:37 PM »




11. Great Barrier Reef / Australia
ชื่อของ "Great Barrier Reef (เกรตแบร์ริเออร์รีฟ)" หรือแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลกคงค้างคาอยู่ในสมองของน้องๆ จากวิชาสังคมศึกษา

 เพราะนี่คือแนวปะการังที่ยาวกว่า 2,000 กิโลเมตรในรัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ถือเป็นโครงสร้างที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ได้แก่ ฟองน้ำ 10,000 ชนิด ปะการัง 350 ชนิด หอย 4,000 ชนิด ดาวทะเลและซีเออร์ชิน (Sea Urchin) ซึ่งเป็นสัตว์ประเภทคล้ายหอย 350 ชนิด และปลามากกว่า 1,500 ชนิด





12. Halong Bay / Vietnam
"ฮาลองเบย์" หรืออ่าวฮาลอง เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ยวในประเทศเวียดนาม โดยอยู่ห่างจากเมืองฮายอนไปประมาณ 170 กิโลเมตร

ในอ่าวฮาลองแห่งนี้มีเกาะหินปูนจำนวน 1,969 เกาะโผล่พ้นขึ้นมาจากผิวทะเล เกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริเวณอ่าว 2 เกาะ คือเกาะกัดบา และเกาะ Tuan Chau ทั้งสองเกาะนี้มีคนตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างถาวร บนเกาะมีโรงแรมและชายหาดจำนวนมากคอยให้บริการนักท่องเที่ยว

ส่วนเกาะขนาดเล็กอื่นๆบางเกาะก็มีชายหาดที่สวยงามที่นักท่องเที่ยวนิยมไป เยี่ยมชม บางเกาะเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวประมง และบางเกาะยังเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์หลายชนิดอีกด้วย



13. Iguazu Falls / Argentina , Brazil
"น้ำตกอีกัวซู" เป็นน้ำตกที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนของอาร์เจนตินาและบราซิล มีความสูงตั้งแต่62-82 เมตร

และมีความยาวทั้งสิ้นเกือบ 3 กิโลเมตร ตำนานของน้ำตกนี้กล่าวไว้ว่า มีพระเจ้าองค์หนึ่งตั้งใจจะแต่งงานกับสาวพื้นเมืองคนหนึ่ง แต่ฝ่ายหญิงดันล่องเรือหนีไปกับชู้ ทำให้พระเจ้าทรงพิโรธและตัดแม่น้ำออกเป็นน้ำตกใหญ่มหึมาและสาปแช่งให้คนทั้ง คู่ตกลงไป





14. Jeita Grotto / Lebanon
ถูกค้นพบในปี 1836 เป็นถ้ำหินงอกหินย้อยตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองเบรุต เมืองหลวงประเทศเลบานอน โดยถ้ำนี้มีความยาวกว่า 9 กิโลเมตร

และมีจุดเชื่อมกับแม่น้ำใต้ดิน ในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่หลากหลายทั้งรูปทรงและสีสัน รวมถึงมีหินงอกที่ใหญ่ที่สุดในโลกความสูงกว่า 8.20 เมตรอยู่ด้วย ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมถ้ำนี้ปีละประมาณสามแสนคน







15. Jejudo Island / South Korea
"เกาะเชจู" ที่คอซีรีส์เกาหลีคงรู้จักกันดีแห่งนี้ เป็นเกาะภูเขาไฟและเมืองตากอากาศของเกาหลีใต้ โดยอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ 130 กิโลเมตร

บนเกาะนี้มีภูเขาไฟฮัลลาซานซึ่งเป็นภูเขาไฟสูง 1,950 เมตรที่ดับแล้วตั้งอยู่ เกาะเชจูได้รับจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกภายใต้ชื่อ "เกาะเชจูและถ้ำลาวา" ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 31 ที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์





16. Kilimanjaro / Tanzania
"ยอดเขาคิลิมันจาโร" ซึ่งมีความหมายว่าภูเขาที่ทอแสงแวววาว ตั้งอยู่ในเขตประเทศแทนซาเนียในทวีปแอฟริกา เป็นภูเขาไฟยอดเดี่ยวที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูงเกือบ 6 กิโลเมตร และบริเวณยอดเขา

ยังประกอบด้วยอดเขาขนาดใหญ่อีก 3 ยอดคือ ยอดคีโบ ยอดมาเวนซี และยอดชีรา นอกจากนี้ บริเวณยอดเขามีธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ยาวกว่า 4,500 เมตร เป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา และเป็นเพียงภูเขาไม่กี่ลูกในแอฟริกาที่มีธารน้ำแข็ง






17. Komodo / Indonesia
"หมู่เกาะโคโมโด" เป็นอุทยานแห่งชาติในประเทศอินโดนีเซียที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟจนกลาย เป็นเกาะ มีชื่อเสียงในเรื่องเป็นสวรรค์ของนักดำน้ำและมีสัตว์ทะเลอาศัยอยู่หลายชนิด เช่น ปลาพระอาทิตย์ กระเบนราหู ทากเปลือย เพรียงหัวหอม

 และที่สำคัญ ที่เกาะแห่งนี้มีสัตว์ชนิดหนึ่งซึ่งสืบทอดบรรพบุรุษมาจากไดโนเสาร์นั่นก็คือ มังกรโคโมโด ใครอยากเห็นรูปลองเซิร์ชดูกันเองได้เลย (เห็นแล้วอย่าคิดว่าเป็นตัวอื่นล่ะ)







18. Maldives / Maldives
เรียกได้ว่า "หมู่เกาะมัลดีฟส์" เป็นธรรมชาติทางทะเลที่สวยและดังที่สุดในโลก ตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย มีเกาะต่างๆ รวม 1,190 เกาะ แต่มีประชากรอาศัยอยู่เพียงประมาณ 200 เกาะ

และได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยว 74 เกาะ ภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 27 – 30 องศาเซลเซียส ใต้ท้องทะเลมัลดีฟส์เป็นโลกของสัตว์น้ำอันน่าตื่นตาตื่นใจและไม่มีพิษภัย รวมถึงเป็นสวรรค์ชั้นสูงสุดของนักดำน้ำจากทั่วโลกอีกด้วย





19. Masurian Lake District / Poland
"ทะเลสาปเมซูเรียน" เป็นทะเลสาบบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศโปแลนด์ ประกอบด้วยทะเลสาบเล็กๆ กว่า 2,000 แห่งที่เกิดจากธารน้ำแข็งเมื่อหมื่นปีมาแล้ว มีพื้นที่รวมกว่า 52,000 ตารางกิโลเมตร

นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปได้ทั้งทางรถไฟ รถบัส และรถยนต์ กิจกรรมยอดนิยมได้แก่ การเล่นเรือใบ การพายเรือคะยัก การว่ายน้ำ

6
ห้อง Relax / เผยแล้ว 7 สิ่งมหัศจรรย์ใหม่! ของโลก
« เมื่อ: พฤศจิกายน 17, 2011, 03:31:01 PM »
มูลนิธิ 7 สิ่งมหัศจรรย์เผยผลการลงมติ 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลกยุคใหม่ที่กรุงซูริค ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ก่อนที่จะมีการประกาศผลอย่างเป็นทางการช่วงต้นปี 2556 แอบกระซิบว่า อินโดนีเซีย ฟิลปปินส์ เวียดนามประเทศเพื่อนบ้านเราก็ติดอันดับกับเค้าด้วยนะ!


 1. ป่าอะเมซอนในอเมริกาใต้มีขนาดใหญ่กว่า 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่กว่า 9 ประเทศในอเมริกาใต้ ป่าอะเมซอนมีขนาดพื้นที่คิดเป็นครึ่งหนึ่งของป่าฝนที่ยังเหลืออยู่บนโลก และมีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดในโลก



2.  อ่าวฮาลองในประเทศเวียดนามขึ้นชื่อเรื่องหินที่มีรูปร่างและขนาดที่แตกต่างกัน อ่าวมีขนาดใหญ่กว่า 1,553 ตารางกิโลเมตร มีความยาวกว่า 120 กิโลเมตร และมีหินเล็กเกาะน้อยกว่า 1,969 เกาะ



 3.  น้ำตกอิกัวซูในประเทศอาร์เจนตินาเป็นหนึ่งในน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดน้ำตกใหญ่กว่า 2.7 กิโลเมตร โดยมีน้ำตกเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกกว่า 275 แห่ง แต่แห่งที่ใหญ่ที่สุดคือน้ำตก คอปีศาจ (Devil’s Throat) ที่มีความสูงกว่า 80 เมตร



4.  เกาะเชจูในสาธารณรัฐเกาหลีใต้เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ มีพื้นที่กว่า 1,846 ตารางกิโลเมตร ตรงกลางเกาะเชจูเป็นที่ตั้งของภูเขาที่สูงที่สุดในเกาหลีใต้ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับไปแล้ว



5.  อุทยานแห่งชาติโคโมโดในประเทศอินโดนีเซียครอบคลุมพื้นที่ถึง 3 เกาะในประเทศอินโดนีเซีย มีขนาดใหญ่กว่า 1,817 ตารางกิโลเมตร และมีสัตว์สงวนที่สำคัญคือ มังกรโคโมโด



6.  แม่น้ำใต้ดิน เปอร์โตปรินเซซา ในประเทศฟิลิปปินส์  เป็นแม่น้ำที่อยู่ภายใต้ถ้ำหินปูนความยาวกว่า 8.2 กิโลเมตร มีจุดเด่นคือ จะมีลมผ่านถ้ำก่อนที่จะพัดตรงไปสู่ทะเลจีนใต้ แม่น้ำใต้ดินแห่งนี้ถือเป็นแม่น้ำใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในโลก



7.  เทเบิ้ลเมาท์เทนท์ ที่ประเทศแอฟริกาใต้ภูเขาแห่งนี้มีจุดเด่นที่เป็นหินที่มีอายุยาวนานกว่า 6 ล้านปี และเป็นพื้นที่อันอุดมสมบูรณ์ของดอกไม้กว่า 1,470 สายพันธุ์

By...Mthai

7
ห้อง Relax / มหัศจรรย์ของธรรมชาติบนโลกใบนี้ l
« เมื่อ: พฤศจิกายน 16, 2011, 05:35:56 PM »


1. Amazon / South America
คงไม่มีใครไม่รู้จัก "ป่าอะเมซอน" ที่กินพื้นที่ 7 ล้านตารางกิโลเมตร น้องๆ อาจจะสงสัยว่าใหญ่ขนาดไหน บอกได้เลยว่าใหญ่กว่าประเทศไทยประมาณ 13 เท่า !!
โดยป่าอะเมซอนกินพื้นที่ 2 ใน 5 ของทวีปอเมริกาใต้ มีพื้นที่อยู่ในบราซิล โบลิเวีย โคลัมเบีย เอกวาดอร์ เฟรนช์เกียนา เปรู สุรินาเม เวเนซูเอลา และกายอานา นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าที่เป็นที่เลื่องลือแล้ว

ในป่าแห่งนี้ยังมีสัตว์มากมายหลายชนิด ที่โด่งดังคงไม่มีใครเกินปลาปิรันยาที่เป็นปลาที่ดุร้ายที่สุดในโลก และงูยักษ์อนาคอนดาที่ยาวกว่า 13 เมตร !




2. Angel Falls / Venezuela
หรือ "น้ำตกเองเจล" ถูกค้นพบในปี 1935 เป็นน้ำตกที่ตั้งอยู่กลางป่าดงดิบในประเทศเวเนซูเอลาและได้ชื่อว่าเป็นน้ำตก ที่สูงที่สุดในโลก เพราะมีความสูง

เกือบ 1 กิโลเมตรเลยทีเดียว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมน้ำตกนี้ได้ทางเรือและทางเครื่องบินเท่านั้น ความพิเศษของน้ำตกนี้คือ น้ำไม่สามารถตกถึงพื้นได้
เนื่องจากเป็นน้ำตกที่สูงมาก ทำให้น้ำกลายเป็นหมอกไปหมดซะก่อนจะตกถึงพื้น จึงทำให้พื้นที่บริเวณนี้มีหมอกหนาปกคลุมตลอดเวลา



3. Bay of Fundy / Canada
"อ่าวฟันดี้" ได้ชื่อว่าเป็นอ่าวที่มีระดับน้ำขึ้นที่สูงที่สุดในโลก
คือเวลาที่น้ำขึ้น ปริมาณน้ำจะสูงขึ้นถึง 16.2 เมตร รวมถึงมีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าและออกจากอ่าวมากกว่า 100 พันล้านตันต่อวัน ! (เยอะว่าปริมาณน้ำจืดทั่วโลกรวมกัน)
การมีกระแสน้ำขึ้นน้ำลงที่รุนแรง ทำให้เกิดลักษณะนิเวศวิทยาทางทะเลแบบเฉพาะตัวและทำให้หินชายฝั่งมีรูปแบบ หลากหลาย



4. Black Forest / Germany
"ป่าดำ" แห่งนี้ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยอรมันติดกับเขตสวิตเซอร์แลนด์ เป็นป่าที่มีแนวภูเขาและต้นไม้หนาทึบจนดูมืดไปหมด

 หากมองจากภายนอกอาจจะดูมืดๆ น่ากลัว แต่ภายในป่ามีน้ำตก หน้าผา ลำธาร และเมืองเล็กๆ และที่นี่แหละที่เป็นต้นกำเนิดของเค้ก Black Forest นั่นเอง (ต้องเคยได้ยินกันใช่มั้ย)



5. Bu Tinah Island / United Arab Emirates
"เกาะบูตินาห์" ตั้งอยู่ในเมืองอาบูดาบี เมืองหลวงสาธารณรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ถือเป็นเกาะที่เป็นสมบัติของธรรมชาติที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์

และไม่ถูกรบกวน จากมนุษย์ ลักษณะภูมิอากาศบริเวณนี้เป็นแบบศูนย์สูตร และมีภูมิประเทศหลากหลายทั้งแน้ำตื้น หญ้าทะเล ป่าชายเลน
 รวมถึงแนวปะการัง มีสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่ เช่น นกฟลามิงโก้ ปลาโลมา นกเหยี่ยวรวมถึงยังเป็นเกาะที่ได้ชื่อว่ามีฝูงพะยูนมากเป็นอันดับสองของโลก



6. Cliffs of Moher / Ireland
"ผาชันโมเออร์" ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังมากที่สุดแห่งหนึ่งของไอร์แลนด์ เป็นผาชันสูง 230 เมตรริมมหาสมุทรแอตแลนติกที่เกิดจากหินทรายและหินดินดานที่มีอายุเก่าแก่

โดยหินที่เก่าแก่มากที่สุดนั้นมีอายุถึง 300 ล้านปี และมีแนวผาทอดยาวกว่า 8 กิโลเมตร กิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมคือการเดินเลียบขอบผาที่สูงชันแห่งนี้



7. Dead Sea / Isarel , Jordan , Palestine
"ทะเลเดดซี" เป็นทะเลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง กินพื้นที่ในประเทศอิสราเอล จอร์แดน และปาเลสไตน์ เป็นทะเลน้ำเค็มที่มีความเข้มข้นของเกลือสูงมากและอยู่ในระดับต่ำกว่าน้ำ ทะเลมาก
 ด้วยความเค็มกว่าทะเลปกติถึง 6 เท่า ทำให้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในทะล

 รวมถึงมนุษย์สามารถลงไปนอนลอยเล่นในทะเลได้โดยไม่มีวันจม นอกจากนี้ โคลนในทะเลเดดซีได้ชื่อว่าเป็นโคลนที่มีสรรพคุณทางด้านสุขภาพและความงาม ทำให้มีคนขุดและนำมาบรรจุขายกันเป็นจำนวนมาก



8. El Yunque / Puerto Rico
เป็นวนอุทยานแห่งชาติในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเปอเตอริโก โดยชื่อ El Yunque เป็นภาษาสเปนแปลว่าดินแดนสีขาว นอกจากนี้ยังเป็น

ที่รู้จักในชื่อป่าอุทยานแห่งชาติแคริบเบียนอีกด้วย ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นป่าดิบชื้นที่สวยที่สุดของโลกแห่งหนึ่ง และมีสัตว์ป่าหายากมากมาย เช่น นกแก้วพันธุ์เปอร์โตริกัน



9. Galapagos / Ecuador
น้องๆ คงคุ้นชื่อของ "หมู่เกาะกาลาปาโกส" กันเป็นอย่างดี เป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิกที่อยู่ในพื้นที่ของประเทศเอกวาดอร์ที่เกิด

 จากการสะสมตัวของลาวาจากภูเขาไฟเมื่อ 7-9 ล้านปีมาแล้ว หมู่เกาะกาลาปาโกสประกอบด้วยเกาะใหญ่ 5 เกาะ เกาะขนาดกลาง 8 เกาะ และเกาะเล็กอีก 6 เกาะ พร้อมเกาะแก่งเล็ก ๆ หรือโขดหินกลางทะเลอีกประมาณ 40 แห่ง โดยมีพื้นที่ทั้งหมด 7,994 ตารางกิโลเมตร

ครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 59,500 ตารางกิโลเมตร แต่ด้วยสภาพของระบบนิเวศที่สัตว์โดนจับไปจนเกือบสูญพันธุ์ ทำให้ถูกเสนอเป็นแหล่งมรดกโลกและจัดให้อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตราย



10. Grand Canyon / USA
"แกรนด์แคนยอน" เป็นดินแดนหินผาและหุบเหว ซึ่งหน้าผามีความสูงถึง 1,600 เมตร อยู่ในทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐแอริโซนา

 ประเทศสหรัฐอเมริกา ในอดีตแม่น้ำโคโลราโดได้ไหลคดเคี้ยวตามที่ราบกว้างใหญ่ที่อยู่ระดับเดียวกับ น้ำทะเล ต่อมาพื้นโลกเริ่มยกตัวสูงขึ้น

เนื่องมาจากแรงดันและความร้อนอันมหาศาลภายใต้ พื้นโลก ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปและกลายเป็นแนวหน้าผากว้างใหญ่คือแกรนด์แคนยอนนี่เอง

8
ห้อง Relax / 17 สุดยอดภาพถ่ายจากสารคดี Human Planet
« เมื่อ: พฤศจิกายน 15, 2011, 05:34:04 PM »


































โดย Timothy Allen จาก ( BBC )

9
Zanzibar



มหาสมุทรอินเดียมีความลับหลายอย่างเก็บไว้จำนวนมาก แซนซิบาร์ที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ในส่วนของแทนซาเนีย จะเป็น เกาะที่ขึ้นชื่อในเครื่องเทศ เช่น กานพลู, อบเชย, เมล็ดโกโก้และมะพร้าว

มอริเชียส



ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเขตร้อนของเกาะมอริเชียสจะติดชายฝั่งตะวันออกของมาดากัสการ์ มอริเชียสมีสภาพอากาศดีทั้งปีและอุดมสมบูรณ์

SAPI Island,Sabah



Pulau SAPI เป็นหนึ่งในชายหาดสวยงามทีสุด หาดทรายสีขาวที่สะอาดและน้ำทะเลใสจะทำให้คุณสามารถเห็นสิ่งต่างใต้ทะเลได้ และพวกเขาจะพาออกไปสำรวจเส้นทางศึกษาธรรมชาติบางส่วนของเกาะที่ คุณสามารถเห็นสัตว์ต่างๆ

หมู่เกาะซานโตรินี, กรีก



หมู่เกาะกรีกจะต้องสำหรับการแสวงหาเกาะนักท่องเที่ยว ซานโตรีนีให้เป็นที่หลบภัยอ่อนโยนกับลักษณะทางสัณฐานวิทยาทางธรณีวิทยาของมัน นี่คุณจะพบหน้าผาที่สูงตระหง่านมองเห็นในระดับที่ลึกที่สุดของทะเลและชายหาดรอบกว้างใหญ่ที่สุดที่หนึ่ง เป็นมุมที่ ดวงอาทิตย์ตกที่ดีที่สุดอีกด้วย

จาเมกา



จาเมกาเป็นหนึ่งในความนิยมมากที่สุดแหล่งท่องเที่ยวในทะเลแคริบเบียนและเป็นที่รู้จักโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับรีสอร์ทรวมทุกอย่างไว้ด้วยกันและเป็นเกาะที่เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยว

หมู่เกาะคานารี่




สวรรค์มาในรูปแบบของหมู่เกาะคานารี่ที่ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแอตแลนติก หมู่เกาะเหล่านี้มีสภาพภูมิอากาศที่เกือบจะสมบูรณ์ม

คิวบา



คิวบาเป็นหนึ่งในโลกของหมู่เกาะที่สวยงามที่สุดมี หาดทรายที่น่าตื่นตาตื่นใจ , ชาวบ้านใจดีและเป็นมิตร

Tioman Island, Pahang



Pulau Tioman ที่ใหญ่ที่สุดของเกาะภูเขาไฟ 64 กิโลเมตรตามไมล์ของเม็ดทรายสีขาว, น้ำตกและชีวิตทางทะเลที่มีสีสัน  PulauTioman ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในเกาะที่สวยที่สุดในภูมิภาคที่เต็มไปด้วยคนที่น่าทึ่ง

ฟิจิ



ฟิจิเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ที่ทำให้ ตื่นเต้นด้วยจำนวนเกาะที่มีมากถึง 333 เกาะ ซึ่งทั้งหมดล้วนงดงามไม่แพ้กัน ฟิจิเป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก

French Polynesia



ไม่มีใครที่ไปแล้วเกาะนี้แล้ว จะไม่อยากที่จะกลับไปอีก จากการที่มีอัธยาศัยดีและเป็นมิตรกับคนของคนโปลีนีเซีย และเกาะนี่ยังเป็นสิ่งที่น่าทึ่งและเป็นเกาะที่สวยงาม .

10
ห้อง Relax / 10 สุดยอดรีสอร์ทหรูที่ดีที่สุดในโลก
« เมื่อ: พฤศจิกายน 09, 2011, 05:59:47 AM »
10. Little Palm Island



Little Palm Island Resort Top 10 Best Luxury Resorts in the World

หนึ่งนี่คือการอยู่นอกชายฝั่งของฟลอริดาและราคาของที่พักของคืนหนึ่งเป็น 1,145 เหรียญรีสอร์ทแห่งนี้มี 28 เครื่องปรับอากาศภายในห้องโดยสารและแต่ละที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัวและห้องอาบน้ำด้านนอกบนพื้นสร้างจากไม้ไผ่


9. Burj Al Arab โรงแรม / รีสอร์ท



Burj Al Arab Hotel Top 10 Best Luxury Resorts in the World

โรงแรมนี้ตั้งอยู่ในดูไบ, UAE และราคาของที่พักของคืนหนึ่งเป็น 1,333 ดอลลาร์


8. Huka Lodge



Huka Lodge Top 10 Best Luxury Resorts in the World

รีสอร์ทแห่งนี้ตั้งอยู่ในประเทศนิวซีแลนด์และราคาของที่พักของคืนหนึ่งเป็น 1,780 ดอลลาร์แขกที่มาพักอาศัยอยู่ในกระท่อมซึ่งเป็นที่แน่นอนเป็นสิ่งที่สวยงามที่สุด!


7. Turtle Island hosts



Turtle Island hosts Top 10 Best Luxury Resorts in the World

นี้เป็นหนึ่งในหมู่เกาะของฟิจิในทะเลแคริบเบียนและราคาของคืนหนึ่งเป็น 1,832 เหรียญรีสอร์ทแห่งนี้มี 14 กระท่อมเล็ก ๆ ที่ประกอบด้วยสองห้องพักซึ่งคุณสามารถมีมุมมองที่สมบูรณ์ของท้องทะเล กระท่อมที่มีห้องอาบน้ำว่ายน้ำมากเกินไป


6. รีสอร์ท Wakaya คลับ



Wakaya Club Resort Top 10 Best Luxury Resorts in the World

รีสอร์ทแห่งนี้ยังตั้งอยู่บนหมู่เกาะทะเลแคริบเบียนและราคาในการเข้าพักหนึ่งคืนคือ 1900 เหรียญ แต่วันขั้นต่ำที่จะเข้าพักในรีสอร์ทแห่งนี้เป็นเวลาห้าวัน


5. singite-game-reserve



Singite Game Reserve Top 10 Best Luxury Resorts in the World

ราคาเข้าพัก 2200 ดอลลาร์สำหรับการเข้าพักหนึ่งคืนและนี้ตั้งอยู่ในใจกลางของป่าของแอฟริกาใต้ มีห้องสวีท 18 ตั้งอยู่ในกระท่อมห้าที่แตกต่างกัน


4. Le Toiny



Le Toiny resort Top 10 Best Luxury Resorts in the World

พื้นที่ Bartalmi ตั้งอยู่ในฝรั่งเศส West Indies และเป็นราคาที่ 2,092 ดอลลาร์สำหรับการเข้าพักหนึ่งคืน รีสอร์ทแห่งนี้มี 15 กระท่อมและกระท่อมแต่ละคนมีห้องหนึ่งที่เป็นเหมือนสามห้องรวม


3. Fregate



Fregate Resort Top 10 Best Luxury Resorts in the World

เกาะนี้เป็นของกลุ่มของหมู่เกาะเซเชลส์และ 2500 เหรียญเป็นราคาสำหรับการเข้าพักหนึ่งคืน เกาะนี้เป็นเจ้าของโดยเศรษฐีเยอรมนี Otto Abel


2. North Island



North Island Resort Top 10 Best Luxury Resorts in the World

นี้ยังเป็นจากหมู่เกาะเซเชลส์และราคาถูก 3,500 ดอลลาร์สำหรับการเข้าพักหนึ่งคืน


1. The Mansion Resort



The Mansion Resort Top 10 Best Luxury Resorts in the World

นี้ตั้งอยู่ในลาสเวกัสหรัฐอเมริกาและเป็นราคาที่ 5000 ดอลลาร์สำหรับการเข้าพักคืนที่ นี้เป็นพระราชวังที่ออกแบบในแฟชั่นในเมืองและมี 29 ที่อยู่อาศัยซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ในสวรรค์

11
ห้อง Relax / 10.5 อันดับสนามบินที่ลงจอดยากสุด
« เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2011, 03:08:27 PM »
10 อันดับ สนามบินที่ลงจอดยากทีสุดในโลก

อันดับ 10 สนามบิน  JUANCHO E. YRAUSQUIN บนเกาะ SABA ใน NETHERLANDS ANTILLES

ถึงแม้ว่าจะยังไม่เคยเกิดโศกนาฎกรรมร้ายแรงที่สนามบินบนเกาะเล็กๆ แห่งนี้ แต่บรรดาผู้วชาญด้านการบินต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ที่นี่แหล่ะคือ "หนึ่งในสนามบินที่อันตรายที่สุดในโลก" เพราะนักบินจะต้องรับมือกับลมกรรโชกในขณะเตรียมแลนดิ้งลงบนรันเวย์ ที่มีความยาวเพียง 400 เมตรเท่า นั้น อีกจุดที่ถือว่าอันตรายสุดๆ คือ "ตำแหน่ง" ของรันเวย์ที่ด้านหนึ่งเป็นภูเขาสูง ส่วนอีกด้านเป็นหน้าผา (ปลายสุดของรันเวย์ทั้ง 2 ข้าง เป็นหน้าผา) ซึ่งถ้ามีอะไรผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นตอนขึ้นหรือตอนลงก็จะตกลงไปในทะเลทันที ปัจจุบันนี้ มีเพียงสายการบิน  Windward Islands Airways  ซึ่งเป็นสายการบินท้องถิ่นเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ที่เปิดบินบริการวันละ 1 เที่ยวบนสนามบินแห่งนี้


อันดับ 9. สนามบินนานาชาติ MADEIRA  (FUNCHAL) บนเกาะ MADEIRA ประเทศโปรตุเกส



ช่วงแรกๆ ที่เปิดบริการ สนามบินแห่งนี้มีรันเวย์ยาวเพียง 1,600 เมตร แถมยังโอบล้อมด้วยภูเขาสูง และท้องทะเล ทำให้การลงจอดเป็นไปได้ยาก มีเพียงนักบินที่มีประสบการณ์สูงเท่านั้นที่จะสามารถนำเครื่องบินลงจอดที่ สนามบินแห่งนี้ได้
    แต่หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงกับสายการบิน TAP Air Portugal เที่ยวบิน 425 เมื่อปี ค.ศ. 1977 หลังจากนักบินพยายามนำเครื่องลงจอด 2 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุในความพยายามลงจอดครั้งที่ 3 เนื่องจากรันเวย์สั้นเกินไป (สำหรับเครื่องบิน Boeing 727-200) ประกอบกับมีฝนตกหนัก และลมกระโชกแรงทำให้ทัศนวิสัยไม่ดี เครื่องบินจึงไถลออกนอกรันเวย์ และชนเข้ากับสะพานจนขาด 2 ท่อนทำให้เกิดไฟลุกท่วม เป็นเหตุให้ผู้โดยสารกว่า 100 คนเสียชีวิิต สนามบินแห่ง นี้จึงได้ทุ่มงบประมาณในการขยายรันเวย์ให้มีความยาวมากขึ้นเป็นสองเท่า โดยทำส่วนต่อขยายให้ยื่นออกไปในทะเล โดยมีเสา 180 ต้นรองรับน้ำหนัก จนกระทั่งได้รับรางวัล "Outstanding Structures Award" จาก International Association for Bridge and Structural Engineering (IABSE) ซึ่งเปรียบเหมือนรางวัล "ออสการ์" ของวงการวิศวกรรมที่โปรตุเกส ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดี นักบินที่จะนำเครื่องบินลงจอดบนสนามบินแห่งนี้ จำเป็นต้องได้รับการเทรนนิ่งเป็นพิเศษ เพราะการลงจอดที่สนามบินแห่งนี้ นักบินจะต้องหันหัวเครื่องบินไปที่ภูเขา และเอียงเครื่องบินไปทางด้านขวาในนาทีสุดท้าย เพื่อจะตั้งลำให้อยู่ในแนวเดียวกับรันเวย์ที่จะปรากฏให้เห็นตรงหน้าชนิดที่ เรียกว่า แทบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว



อันดับ 8. สนามบินนานาชาติ JOHN F. KENNEDY  ที่เมืองนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา



สนามบินแห่งนี้ติดโผด้านความน่ากลัวตรงที่ นักบินจะต้องคอยระมัดระวังเครื่องบินลำอื่นๆ ที่กำลังบินขึ้น-ลงยังสนามบิน LaGuardia และ สนามบิน Newark ที่อยู่ใกล้ๆ กันระหว่างนำเครื่องลงจอด ในขณะที่ปลายด้านหนึ่งของรันเวย์สิ้นสุดลงที่ผืนน้ำของ  Jamaica Bay


อันดับ 7. สนามบินนานาชาติ TONCONTIN ใน TEGUCIGALPA ประเทศฮอนดูรัส



สนามบินแห่งนี้มีรันเวย์ยาวเพียง 1,863 เมตร นับเป็นหนึ่งในสนามบินนานาชาติที่มีรันเวย์สั้นที่สุดในโลก และยังมีภูเขาล้อมรอบ ในการนำเครื่องบินลงจอดนักบินจะต้องบังคับเครื่องบินให้บินเลี้ยวไปทางด้านซ้าย 45 องศา ก่อนที่เครื่องบินจะแตะพื้นรันเวย์เพียงไม่กี่นาที
   สนามบินแห่งนี้เคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงมาแล้ว 3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเพิ่งเกิดขึ้นกับเครื่องบินแอร์บัส เอ 320 ของสายการบิน Grupo TACA ที่บินมาจาก ซานซัลวาดอร์ ซึ่งเป็นความผิดพลาดระหว่างการนำเครื่องบินลงจอดของนักบิน



อันดับ 6. สนามบิน BARRA ประเทศสก๊อตแลนด์



สนามบินแห่งนี้ ตั้งอยู่บนเกาะ Barra ซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ  ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลของประเทศสกอตแลนด์ ที่นี่นับเป็นหนึ่งในสนามบินเพียง 2 แห่งในโลก ที่ใช้ "ชายหาด" เป็นรันเวย์ (อีกแห่งอยู่ที่เกาะ Fraser Island ประเทศออสเตรเลีย)
    และเนื่องจากเวลาน้ำขึ้นรันเวย์ของสนามบินแห่งนี้จะหายไป ดังนั้นตารางบินของสนามบินแห่งนี้จะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่น้ำขึ้นน้ำลง และถ้ามีเหตุฉุกเฉินให้ต้องนำเครื่องลงจอดในเวลากลางคืน ก็จะใช้วิธีนำรถยนต์มาจอดเรียง และเปิดไฟ เพื่อให้เกิดแสงสะท้อนบริเวณแผ่นโลหะที่ถูกเรียงไว้บริเวณชายหาด เป็นการนำทางให้นักบินสามารถนำเครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัย
   อย่างไรก็ดี ชายหาดแห่งนี้ไม่ได้มีไว้ให้เครื่องบินขึ้น-ลงเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและเก็บหอยอันเลื่องชื่อ โดยผู้ที่เข้ามาท่องเที่ยวหรือเก็บหอยบริเวณชายหาดแห่งนี้ จะต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนกันเอาเอง เมื่อใดก็ตามที่ถุงลมลอยขึ้น แสดงว่าในขณะนั้นสนามบินกำลังจะเปิดให้เครื่องบินขึ้น-ลง ซึ่งผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นจะต้องรีบออกจากชายหาดทันที



อันดับที่ 5 รันเวย์จอดเครื่องบิน  MATEKANE ที่ประเทศเลโซโธ



ภาพที่เห็น คือ รันเวย์ที่มีความยาวเพียง 400 เมตร และมีไว้สำหรับการบินบริการทางการแพทย์โดยเฉพาะ
 
  การนำเครื่องขึ้นที่รันเวย์แห่งนี้นับเป็นประสบการณ์ขนหัวลุกของผู้โดยสาร เพราะเครื่องบินจะหล่นผลุบลงไปที่หน้าผาซึ่งมีความลึก 600 เมตร ก่อนที่จะเริ่มทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง ซึ่งนัก บิน Tom Claytor เปิดเผยว่า การนำเครื่องขึ้นวิธีนี้จะปลอดภัยกว่าการบินขึ้นโดยตรงเหนือหน้าผา



อันดับที่ 4 สนามบิน GIBRALTAR ที่ GIBRALTAR ใน EUROPE



สนามบินแห่งนี้อยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนี่ยน ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก และอ่าว Algeciras ที่อยู่ทางด้านทิศตะวันตก รันเวย์ของสนามบินแห่งนี้สร้างจากกรวดผสมน้ำมันดิน มีความยาวไม่ถึง 2,000 เมตร นักบินจำเป็นต้องรู้ตำแหน่งในการลงจอดที่แน่นอนและแม่นยำ และต้องมีความพร้อมที่จะเบรคทันทีที่ล้อแตะรันเวย์ เพราะไม่อย่างนั้นมีหวังได้ลงไปจอดในทะเลแน่ๆ ที่น่ากลัวอีกอย่างคือรันเวย์แห่งนี้มีถนนตัดผ่าน เวลามีเครื่องบินขึ้น-ลง ที่กั้นถนนก็จะพับลงมากั้นไม่ให้รถผ่าน (คล้ายเวลาวิ่งข้ามทางรถไฟในบ้านเรา)


อันดับที่ 3 สนามบิน REAGAN NATIONAL AIRPORT ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี สหรัฐอเมริกา



ไม่น่าเชื่อเลยว่าสนามบินในอเมริกาจะติดโผ "น่ากลัวที่สุดในโลก" ถึง 2 แห่ง โดยสนามบินเรแกนแห่งนี้ ตั้งอยู่ระหว่างพื้นที่คาบเกี่ยวของเขต "ห้ามบิน" ถึง 2 แห่งด้วยกัน นั่นก็คือ น่านฟ้าเหนือ เพนตาก้อน และสำนักงานใหญ่ของซีไอเอ ที่ห้ามไม่ให้เครื่องบินใดๆ บินผ่านโดยเด็ดขาด นักบินจึงจำเป็นต้องบินเลี่ยงพื้นที่ดังกล่าว ก่อนที่จะวกกลับมาลงจอดในสนามบิน
   ส่วนการนำเครื่องบินๆ ขึ้น ก็ยุ่งยากไม่แพ้กัน เพราะนักบินจำเป็นต้องไต่ระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว และยังต้องเบนเครื่องบินไปทางด้านซ้าย เพื่อไม่ให้เครื่องบินๆ ชนทำเนียบขาวอีกด้วย



อันดับ 2 สนามบินนานาชาติ PRINCESS JULIANA ใน  ST. MAARTEN, CARIBBEAN




สนามบินแห่งนี้มีรันเวย์ยาวเพียง 2,000 เมตร ถึงแม้ว่าเครื่องบินที่เหมาะสมในการนำมาลงจอดที่สนามบินแห่งนี้ คือ เครื่องบินเจ็ทขนาดกลาง แต่ก็มีเครื่องบินขนาดใหญ่จากยุโรป เช่น โบอิ้ง 747 และแอร์บัส A340 มาลงจอดที่สนามบินแห่งนี้เช่นกัน
   ในการนำเครื่องบินขนาดใหญ่ลงจอด นักบินจะต้องบังคับเครื่องบินเหล่านี้ให้บินในระดับต่ำอย่างเหลือเชื่อเหนือชายหาด Maho ถึงกระนั้นก็ตามยังไม่เคยมีอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดภายในสนามบินแห่งนี้แต่อย่างใด





















และ อันดับ 1 ก็คือ สนามบิน PARO ที่ประเทศภูฎาน





หมู่บ้าน Paro ถูกโอบล้อมด้วยยอดเขาหิมาลายันที่มีความสูง 5,000 เมตร ด้วยเหตุนี้ สนามบินในเมือง Paro จึงนับเป็นสนามบินที่มีความท้าทายในการนำเครื่องลงจอดมากที่สุดในโลก และมีนักบินเพียง 8 คนในโลกเท่านั้น ที่มีคุณสมบัติในการนำเครื่องบินลงจอดที่สนามบินแห่งนี้ (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)
   สนามบินแห่งนี้มีรันเวย์เดียว เปิดบริการตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตกเท่านั้น ปัจจุบัน มีเพียงสายการบิน Druk Air  ซึ่งเป็นสายการบินท้อง ถิ่นเพียงแห่งเดียว ที่บินบริการบนสนามบินแห่งนี้

























0.5 สนามบินดอนเมือง - ประเทศไทย


12
หลังจากที่ดู 10 ประเทศที่รวยที่สุดไปแล้ว เราลองมาดู 10 ปะเทศที่หนี้เยอะที่สุดกันครับ

ประเทศที่มี "หนี้ต่างชาติ" สูงที่สุดในโลก 10 อันดับแรก ได้แก่...




อันดับที่ 10 ประเทศลักเซมเบิร์ก
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $2,020,000,000,000 (ราว 66.96 ล้านล้านบาท)




อันดับที่ 9 ประเทศญี่ปุ่น
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $2,231,000,000,000 (ราว 74 ล้านล้านบาท)




อันดับที่ 8 ประเทศสเปน
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $2,317,000,000,000 (ราว 76.8 ล้านล้านบาท)




อันดับที่ 7 ประเทศอิตาลี
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $2,328,000,000,000 (ราว 77 ล้านล้านบาท)




อันดับที่ 6 ประเทศไอร์แลนด์
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $2,356,000,000,000 (ราว 78.1 ล้านล้านบาท)




อันดับที่ 5 ประเทศเนเธอร์แลนด์
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $2,461,000,000,000 (ราว 82 ล้านล้านบาท)




อันดับที่ 4 ประเทศฝรั่งเศส
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $4,935,000,000,000 (ราว 164 ล้านล้านบาท)




อันดับที่ 3 ประเทศเยอรมนี (หนี้เยอะเพราะเบรเมนสินะ) ปล. มันไม่เกี่ยวนะ แซวคนใน ss ครับonion16
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $5,158,000,000,000 (ราว 171 ล้านล้านบาท)



อันดับที่ 2 ประเทศอังกฤษ
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $9,041,000,000,000 (ราว 300 ล้านล้านบาท)




อันดับที่ 1 ประเทศสหรัฐอเมริกา
มีหนี้สินต่างชาติ ทั้งสิ้น $13,750,000,000,000 (ราว 456 ล้านล้านบาท)



ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์นั้น อยู่ในอันดับที่ 33 มีหนี้สินต่างชาติ รวมทั้งสิ้น $134,700,000,000 (ราว 4.47 ล้านล้านบาท) เรียกว่าต้องก่อหนี้ต่างชาติอีกประมาณ 15 เท่า จึงจะติดอันดับท็อปเทนเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก


ขณะที่ประเทศไทย อยู่อันดับที่ 46 มีหนี้สินต่างชาติ รวมทั้งสิ้น $65,090,000,000 (ราว 2.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือว่าน้อยกว่ายอดหนี้ต่างชาติของดูไบ เวิลด์ด้วยซ้ำ... แต่ต้องไม่ลืมว่ายอดหนี้ดังกล่าว ทาง "CIA World Factbook" เขาสรุปเอาไว้เมื่อสิ้นปีที่แล้ว

ที่มา : http://www.bsnnews.com
เครดิต : http://www.stock2morrow.com

13
เอารวยก่อนนะ

อันดับที่ 10 ได้แก่ประเทศ Italy GDP : $1,801,000,058,880



อันดับที่ 9 ได้แก่ประเทศ Brazil GDP : $2,030,000,013,312


    
อันดับที่ 8 ได้แก่ประเทศ France GDP : $2,096,999,956,480



อันดับที่ 7 ได้แก่ประเทศ Russia GDP : $2,224,999,890,944


    
อันดับที่ 6 ได้แก่ประเทศ United Kingdom GDP : $2,278,999,982,080


   
อันดับที่ 5 ได้แก่ประเทศ Germany GDP : $2,863,000,000,000



อันดับที่ 4 ได้แก่ประเทศ India GDP : $3,319,000,000,000



อันดับที่ 3 ได้แก่ประเทศ Japan GDP : $4,487,000,000,000



อันดับที่ 2 ได้แก่ประเทศ China GDP : $7,800,000,000,000



อันดับที่ 1 ได้แก่ประเทศ United States $GDP : 14,580,000,000,000



14
ห้อง Relax / Re: 10 ทะเลสาบอันสวยงาม
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2011, 05:18:46 PM »



ทะเลสาปพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes) ประเทศโครเอเชีย



ทะเลสาปพลิทวิเซ่ เป็นส่วนหนึ่งในอุทยานแห่งชาติทะเลสาปพลิทวิเซ่ (Plitvice Lakes National Park) ประกอบด้วยทะเลสาปมากถึง 16 แห่งที่ลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ และถูกกั้นออกจากกันโดยเขื่อนธรรมชาติซึ่งเกิดจากคราบหินปูนที่ทับถมพอกพูน ขึ้นเป็นชั้นหนา อันเป็นที่อยู่อาศัยของมอส สาหร่าย และแบคทีเรีย

ในแต่ละปี มอส สาหร่าย และแบคทีเรีย เหล่านี้จะแพร่ขยายเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขื่อนกั้นทะเลสาปมีความสูงเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 1 ซ.ม. นอกจากความสวยงามแล้ว ทะเลสาปแห่งนี้ยังแวดล้อมไปด้วยป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ จึงเป็นถิ่นอาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด อาทิ หมีสีน้ำตาล นกอินทรี และนกชนิดอื่นๆ อีกราว 140 สายพันธุ์ องค์การ UNESCO จึงประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานแห่งชาติทะเลสาปพลิทวิเซ่ ให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1979 (พ.ศ. 2522)
_____________________________________________________



ทะเลสาปติติกากา (Lake Titicaca) ประเทศโบลิเวียและเปรู



ทะเลสาปติติกากา ตั้งอยู่ระหว่างพรมแดนของประเทศโบลิเวียและเปรู ถือเป็นทะเลสาปที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่าทะเลสาปใดๆ ในโลก (เหนือระดับน้ำทะเล 12,500 ฟุต) และยังได้ชื่อว่าเป็นทะเลสาปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกาใต้ (เมื่อพิจารณาตามปริมาณน้ำ) อีกด้วย

แม้ว่าปริมาณน้ำที่มีอยู่มากมายในทะเล สาปแห่งนี้ จะมาจากน้ำฝน ธารน้ำแข็งที่ละลาย แม่น้ำสายหลัก 5 สาย และลำธารขนาดเล็กอีก 20 แห่ง แต่ช่องทางในระบายน้ำออกจากทะเลสาปแห่งนี้มีเพียงทางเดียวคือ การไหลออกทางแม่น้ำริโอ เดอซากัวเดโร แต่ก็ไหลออกได้เพียง 10 % ของปริมาณน้ำทั้งหมดที่ไหลเข้ามาในทะเลสาปเท่านั้น

ส่วนกระแสน้ำไหลเข้าอีก 90 % ที่เหลือจะถูกจัดการให้อยู่ในภาวะที่สมดุลโดยธรรมชาติ ซึ่งก็คือการทำให้น้ำ “ระเหย” ออก โดยอาศัยกระแสลมที่พัดแรงและแสงแดดจัดเป็นตัวช่วย
_____________________________________________________



ทะเลสาปเดดซี ในประเทศจอร์แดนและอิสราเอล



เดดซี เป็นทะเลสาปที่อยู่ระหว่างประเทศจอร์แดนและอิสราเอล โดยอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลมากที่สุดในบรรดาทะเลทั้งหลาย สาเหตุที่เรียกว่าเดดซี

เพราะทะเลสาปแห่งนี้ไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งอื่น เมื่อเวลาผ่านไปน้ำในทะเลสาประเหยขึ้น แต่เกลือยังตกค้างอยู่ในบริเวณเดิมทำให้น้ำในทะเลสาบเดดซี
มีความเค็มมากกว่า น้ำทะเลปกติถึง 8.6 เท่า จึงไม่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ทำให้
ถูกตั้งชื่อว่า “เดดซี” หรือทะเลสาปมรณะนั่นเอง

กล่าวกันว่า เกลือและโคลนดำจากทะเลสาป เดดซี ซึ่งอุดมไปด้วยแร่ธาตุ มีคุณประโยชน์อย่างยิ่งทั้งทางด้านการรักษาโรคและเสริมความงาม จึงมีผู้นำมาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ มากมาย
_____________________________________________________



ทะเลสาปพิตช์ (Pitch Lake) สาธารณรัฐตรินิแดดและโตเบโก



ทะเลสาปแห่งนี้อยู่ในเมือง La Brea ของตรีนิแดด ถือเป็นแหล่งแอสฟัลท์ (ยางมะตอย) ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศ ซึ่งในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาชมความมหัศจรรย์ของทะเลสาปแห่งนี้ เกือบ 2 หมื่นคน

นอกจากทัศนียภาพที่สวยงามแปลกตาแล้ว ทะเลสาปพิตช์ยังเป็นแหล่งวัตถุดิบที่สำคัญของบริษัทผู้ส่งออกปูนซิเมนต์ และเป็นแหล่งของยางมะตอยที่นำมาใช้ในการราดผิวถนนทั้งในตรินิแดดและโตเบโก
_____________________________________________________



ทะเลสาปนากูรู (Nakuru Lake) ประเทศเคนยา



ทะเลสาปนากูรู ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติทะเลสาปนากูรู ในเขตริฟท์ วัลเล่ย์ หรือเขตที่ราบสูงและหุบเขาใจกลางประเทศเคนย่า เนื่องจากน้ำในทะเลสาปแห่งนี้มีความ ลึกเพียงไม่กี่เมตร ทั้งยังเต็มไปด้วยแร่ธาตุและสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว จึงเป็นแหล่งอาหารอันโอชะของฝูงนกฟลามิงโก้สีชมพูจำนวนมหาศาล

นอกจากนกฟลามิงโก้แล้ว บริเวณโดยรอบทะเลสาปแห่งนี้ ยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกชนิดต่างๆ อีกมากกว่า 400 สายพันธุ์ จึงถือเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของโลก

************************************************************************

15
ห้อง Relax / 10 ทะเลสาบอันสวยงาม
« เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2011, 05:18:30 PM »
แม้ว่าในโลกนี้จะมี ทะเลสาปที่สวยงามมากมาย แต่ทะเลสาปที่ผู้เขียนนำมาให้ชมกันในวันนี้ การันตีได้ว่าเป็นทะเลสาปที่ทั้ง “สวยงามและไม่ธรรมดา” แทบทั้งสิ้น…

มาดูกันว่า 10 ทะเลสาปสุด “มหัศจรรย์” บนโลกใบนี้ จะอยู่ ณ ที่ใดบ้าง




ทะเลสาปห้าสี (Five-Flower Lake) – ที่อุทยานจิ่วจ้ายโกว เมืองเฉินตู ประเทศจีน



ทะเลสาปห้าสี หรือทะเลสาปกระจก อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติธารสวรรค์จิ่วจ้ายโกว (หุบเขาชาวธิเบตเก้าหมู่บ้าน) ทางตอนเหนือของมณฑลเสฉวน สาธารณรัฐประชาชนจีน อุทยานดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การ UNESCO เมื่อปี ค.ศ. 1992 (พ.ศ. 2535) และเป็นเขตสงวนชีวมณฑล หรือ World Biosphere Reserve เมื่อปี ค.ศ. 1997 (พ.ศ. 2540)

สีสันที่สวยงามของน้ำในทะเลสาปห้าสี เกิดจากแคลเซียม คาร์บอเนต และบรรดาพืชน้ำชนิดต่างๆ ที่เจริญเติบโตอยู่ในทะเลสาป ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความสวยงาม ทำให้น้ำเป็นสีฟ้าและสีเขียวเท่านั้น หากยังทำให้น้ำใสแจ๋วราวกับกระจก นักท่องเที่ยวจึงสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ใต้น้ำได้อย่างชัดเจน และยังมองเห็นวิวทิวทัศน์ที่สวยงามเบื้องหน้าสะท้อนลงบนผิวน้ำจนปรากฏเป็น ภาพที่สวยตะลึง!
_____________________________________________________




ทะเลสาปสปอท เลค (Spotted Lake) – ประเทศแคนาดา




ดูให้ดีมีรูปหัวใจด้วยนะเออ

ทะเลสาปที่เต็มไปด้วยด่างดวงแห่งนี้ อยู่ใกล้ถนนไฮเวย์ในเมืองโอซอยออส รัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา แม้ จะมีชื่อว่า “สปอท เลค” ตามลักษณะทางกายภาพที่เห็น แต่ทะเลสาปขนาด 38 เอเคอร์ (96 ไร่) แห่งนี้ ยังคงถูกคนบางกลุ่มเรียกตามภาษาพื้นเมืองว่า “Klikuk”

“สปอท เลค” ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในทะเลสาปที่มีแร่ธาตุชนิดต่างๆ อาทิ แมกนีเซียม ซัลเฟต, แคลเซียม และโซเดียม ซัลเฟต ในปริมาณเข้มข้นมากที่สุดในโลก นอกจากนี้ ยังมีแร่ธาตุอื่นๆ อีก 8 ชนิด ทั้งยังมีธาตุโลหะล้ำค่าอย่าง เงิน และ ไททาเนียม เจือปนอยู่ในปริมาณเล็กน้อย

กล่าวกันว่า โคลนและน้ำในทะเลสาปแห่งนี้มีคุณสมบัติในด้านการรักษาโรค อีกทั้งแร่ธาตุต่างๆ จากทะเลสาปแห่งนี้ก็เคยถูกนำมาใช้ผลิตเป็นลูกกระสุนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มาแล้ว แต่น่าเสียดายที่ทะเลสาปแห่งนี้อยู่ในที่ดินของเอกชน (ทางการพยายามติดต่อขอซื้อมาเป็นเวลากว่า 20 ปี เพื่อขึ้นทะเบียนให้เป็นพื้นที่อนุรักษ์ แต่ยังไม่สำเร็จ) นักท่องเที่ยวและผู้ที่จะมาชม “สปอท เลค” จึงทำได้แค่มองจากราวรั้วกั้นริมถนนเท่านั้น
_____________________________________________________



ทะเลสาปบนปล่องภูเขาไฟเคลิมูตู บนเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย



(กลาง) ทะเลสาปสีเขียว (มุมบนขวา) ทะเลสาปสีแดง

ภูเขาไฟ “เคลิมูตู” ตั้งอยู่บนเกาะฟลอเรส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะซุนดาน้อย ในประเทศอินโดนีเซีย

บริเวณปากปล่องภูเขาไฟดังกล่าวเป็นที่ตั้งของ ทะเลสาป 3 สี ได้แก่ ทะเลสาป Tiwu Ata Mbupu ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกและมีสีน้ำเงิน ส่วนทะเลสาปที่อยู่เคียงคู่กันทางทิศตะวันออก คือ ทะเลสาป Tiwu Nuwa Muri Koo Fai ซึ่งมีสีเขียว และทะเลสาป Tiwu Ata Polo ที่มีสีแดง ทะเลสาปสีน้ำเงิน
_____________________________________________________



ทะเล (สาป) เดือด Boiling Lake ประเทศโดมินิกา (Commonwealth of Dominica)



ทะเลสาปสีน้ำเงิน-เทาที่กำลังเดือด ปุดๆ ดังที่เห็นในภาพนี้มีชื่อว่า “Boiling Lake” ตั้งอยู่ในเขตวนอุทยานแห่งชาติ “Morne Trois Pitons National Park” ซึ่งเป็นหนึ่งในมรดกโลกที่ตั้งอยู่ในประเทศโดมินิกา (คนละประเทศกับโดมินิกัน)

“Boiling Lake” เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของโลก (รองจากทะเลสาป Frying Pan Lake ของประเทศนิวซีแลนด์) มีความกว้างราว
60 เมตร ลึก 59 เมตร อุณหภูมิริมทะเลสาปอยู่ที่ประมาณ 82 – 91.5 องศา
เซลเซียส แต่ยังไม่สามารถวัดอุณหภูมิใจกลางทะเลสาปที่กำลังเดือดปุดๆ ได้

อย่างไรก็ตาม ระดับน้ำภายในทะเลสาปแห่งนี้มีลักษณะขึ้น-ลงตลอดเวลา
โดยเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549) ที่ผ่านมา น้ำในทะเลสาปแห่งนี้ได้แห้งเหือดหายไป และเพิ่งกลับมาอยู่ในระดับปกติอีกครั้งเมื่อเดือน
มกราคมที่ผ่านมา โดยที่ยังคงอยู่ในสภาพกำลังเดือดปุดๆ เหมือนเดิม

การเดินทางมาชมความงามของทะเลสาปแห่งนี้ สามารถทำได้เพียงวิธีเดียว
เท่านั้น คือ “การเดินเท้า” ผ่านบ่อกำมะถัน และไต่เขาที่มีลักษณะลาดชัน เป็นระยะทางทั้งสิ้น 13 ก.ม.
_____________________________________________________



ทะเลสาป ลากูน่า โคโลราด้า (Laguna Colorada) หรือเรด ลากูน ประเทศโบลิเวีย



ทะเลสาปสีแดง หรือ “ลากูน่า โคโลราด้า” เป็นทะเลสาปน้ำเค็มและตื้น ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศโบลิเวีย ภายในอุทยานแห่งชาติ
Eduardo Avaroa Andean Fauna ใกล้กับพรมแดนของประเทศชิลี

ทะเลสาปแห่งนี้ประกอบด้วยสันดอนบอแรกซ์สีขาวสว่างที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ ตัดกับสีแดงของน้ำในทะเลสาปที่เกิดจากตะกอนและสีของสาหร่าย อันเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ของนกฟลามิงโก้หลายสายพันธุ์
_____________________________________________________

หน้า: [1] 2 3 ... 31